Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6501/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์กู้เงินจากบริษัทในเครือของผู้ขายในอัตราร้อยละ 90 ของราคาสินค้าเพื่อชำระค่าสินค้า การที่โจทก์มีเงินแล้วไม่ชำระหนี้เงินกู้หรือการที่โจทก์เอาเงินที่มีอยู่ในบริษัทในเครือใช้โดยไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าตอบแทน หาทำให้ค่าดอกเบี้ยเงินกู้ซึ่งเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะของโจทก์มาแต่ต้น กลายเป็นมิใช่รายจ่ายดังกล่าวไม่ โจทก์จึงนำดอกเบี้ยมาเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ หาใช่รายจ่ายซึ่งต้องห้ามตาม ป.รัษฎากรมาตรา 65 ตรี(13) ไม่และไม่มีกฎหมายให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินคิดคำนวณหาดอกเบี้ยจากเงินที่โจทก์ให้บริษัทในเครือใช้ในอัตราเท่ากับที่โจทก์ต้องเสียไป แล้วนำมาหักออกจากดอกเบี้ยที่โจทก์ชำระเพื่อทำให้ค่าใช้จ่ายของโจทก์ลดลงและเงินได้สุทธิของโจทก์เพิ่มขึ้นการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบ.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.รัษฎากร มาตรา 65

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบริษัทในเครือเดียวกับบริษัทแองโกลไทยมอเตอร์ จำกัด และบริษัทแองโกลไทยการเกษตร จำกัดโดยต่างมีบริษัทแองโกลไทยคอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่โจทก์ประกอบธุรกิจจำหน่ายรถแทรกเตอร์ ยี่ห้อฟอร์ด และเครื่องมือกสิกรรม จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานประเมินมีคำสั่งให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมเงินเพิ่มสำหรับรอบระยะเวลาบัญชี เป็นเงิน 13,763,140.46 บาท โดยอ้างว่าโจทก์มีรายจ่ายประเภทดอกเบี้ยซึ่งต้องจ่ายให้แก่บริษัทออร์ฟอร์ดเทรดดิ้ง จำกัดผู้ให้กู้ ในขณะเดียวกันโจทก์ได้โอนเงินให้บริษัทในเครือใช้โดยไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าตอบแทน ดังนั้นดอกเบี้ยบางส่วนที่โจทก์จ่ายแก่บริษัทออร์ฟอร์ดเทรดดิ้ง จำกัด จึงมิใช่รายจ่ายเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะ ต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร

คำพิพากษาศาลล่าง

โจทก์อุทธรณ์การประเมิน จำเลยที่ 3 ถึงที่ 5ซึ่งเป็นคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ร่วมกันวินิจฉัยว่าการประเมินถูกต้องแล้ว แต่มีเหตุสมควรลดเงินเพิ่มลงร้อยละ 50 คงเรียกเก็บเป็นเงิน 12,616,212.08 บาท โจทก์ไม่เห็นชอบด้วย เพราะโจทก์และบริษัทในเครือมีข้อตกลงกับบริษัทฟอร์ดมอเตอร์ จำกัด ว่าจะต้องร่วมกันจำหน่ายสินค้าของบริษัทฟอร์ดมอเตอร์ จำกัด ทุกชนิด ให้ได้ตามจำนวนที่บริษัทดังกล่าวกำหนด โจทก์และบริษัทในเครือจึงมีความผูกพันที่จะต้องช่วยกันพยุงฐานะเพื่อให้กิจการค้าของแต่ละบริษัทดำเนินไปได้ ในการนี้โจทก์จำเป็นต้องกู้เงินไว้เพื่อประกอบการซึ่งโจทก์มีวงเงินกู้กับบริษัทออร์ฟอร์ดเทรดดิ้ง จำกัด จำนวน 2,000,000 ปอนด์ผู้ให้กู้มีเงื่อนไขว่าจะจ่ายเงินกู้ให้เพียงร้อยละ 90 ของราคาสินค้าที่โจทก์สั่งซื้อกำหนดชำระเงินคืนภายใน 24 เดือน

พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี ฉะนั้นแม้ในรอบระยะเวลาบัญชีบางครั้งโจทก์จะมีเงินคงเหลือ แต่โจทก์ก็จำเป็นต้องกู้ มิฉะนั้นผู้ให้กู้จะยกเลิกวงเงินกู้ ส่วนกรณีที่โจทก์โอนเงินให้บริษัทในเครือก็เนื่องจากกิจการของบริษัทในเครือประสบภาวะขาดเงินทุนหมุนเวียน โจทก์จึงต้องช่วยเหลือเพราะหากบริษัทในเครือหยุดหรือเลิกประกอบกิจการ จะส่งผลให้บริษัทโจทก์ต้องหยุดหรือเลิกประกอบกิจการไปด้วย โจทก์จึงต้องโอนเงินให้บริษัทในเครือโดยไม่คิดดอกเบี้ย ฉะนั้น รายจ่ายค่าดอกเบี้ยที่จ่ายแก่บริษัทออร์ฟอร์ดเทรดดิ้ง จำกัด จึงเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการของโจทก์โดยเฉพาะไม่เป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13)นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ประเมินภาษีจากอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10.75คิดจากจำนวนเงินที่โจทก์โอนให้แก่บริษัทในเครือของแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีนั้นไม่ถูกต้องเพราะบางขณะมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าที่โจทก์ชำระให้แก่บริษัทออร์ฟอร์ดเทรดดิ้ง จำกัด ทั้งเป็นการคำนวณจากเงินคนละรอบระยะเวลาบัญชี

ศาลฎีกาวินิจฉัย

อนึ่ง การประเมินภาษีเพิ่มดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ได้ออกหมายเรียกตรวจสอบมายังโจทก์ตามมาตรา 19 แห่งประมวลรัษฎากรเสียก่อน จำเลยที่ 2 คงอาศัยหมายเรียกตรวจสอบเดิม เลขที่ ต.1/153/2521 ซึ่งจำเลยที่ 2 แจ้งให้โจทก์นำบัญชีพร้อมเอกสารไปตรวจสอบ และต่อมา จำเลยที่ 1 มีคำสั่งให้โจทก์ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่ม สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2515 ถึง 2519 เป็นเงิน 1,329,087.65 บาท ซึ่งโจทก์ปฏิบัติตามคำสั่งครบถ้วนแล้ว ทั้งนี้โดยจำเลยที่ 1 ไม่แจ้งหรือแสดงเหตุว่าการประเมินยังไม่สิ้นสุด จึงต้องถือว่าการประเมินสิ้นสุดลงนับแต่วันนั้นแล้ว จะประเมินเพิ่มโดยไม่ออกหมายเรียกใหม่ไปตรวจสอบภาษีหาได้ไม่ เป็นการประเมินเกินกำหนด 5 ปี

นับตั้งแต่วันที่โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี อย่างไรก็ดีกรณีเป็นความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ไม่ไต่สวนตรวจสอบให้เสร็จสิ้นไปในคราวเดียวกัน โจทก์จึงไม่ต้องรับผิดชำระเงินเพิ่ม ขอให้เพิกถอนคำสั่งประเมินของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ตามแบบคำสั่งเลขที่ ต.4/1037/2/04394-04398เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยที่ 3 ถึงที่ 4 ตามแบบวินิจฉัยอุทธรณ์ ภ.ส.7 เลขที่ 223 ก, ข, ค, ง และ จ/2528 หากศาลเห็นว่าคำสั่งประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยชอบแล้วก็ขอให้งดการเรียกเก็บเงินเพิ่มจากโจทก์ด้วยจำเลยทั้งห้าให้การว่า มูลกรณีการประเมินภาษีรายพิพาทมีอยู่ว่าฝ่ายประมวลหลักฐานได้ส่งข้อมูลสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2515-2519 ของโจทก์ให้แก่ฝ่ายตรวจสอบทำการตรวจสอบ

หลังจากตรวจสอบแล้วฝ่ายตรวจสอบได้ออกหมายเรียก ต.1/153/2521 ลงวันที่21 มิถุนายน 2521 เพื่อเรียกตรวจสอบภาษีของโจทก์ สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีดังกล่าว เมื่อตรวจสอบเอกสารทางบัญชีของโจทก์แล้วพบว่าโจทก์มีค่าใช้จ่ายอันเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากรมาตรา 65(ตรี) (13) (14) รวมอยู่ เจ้าพนักงานประเมินได้ปรับปรุงกำไรสุทธิของโจทก์ใหม่เป็นผลให้โจทก์ต้องชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่ม สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2515 ถึง 2519เป็นเงิน 1,329,087.65 บาท ตามแบบแจ้งการประเมินที่ ฝ.4/1037/2/03723-27 ซึ่งโจทก์ได้ยอมชำระภาษีจำนวนดังกล่าวแล้ว โดยมิได้อุทธรณ์แต่เนื่องจากการประเมินภาษีเพิ่มดังกล่าวยังไม่ครบถ้วนทุกประเด็น

คงเหลือประเด็นความผิดเกี่ยวกับรายจ่ายค่าดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งโจทก์รับภาระจ่ายแทนบริษัทในเครือ ในกรณีที่โจทก์นำเงินที่กู้ยืมมาให้บริษัทในเครือกู้ยืมต่อโดยไม่คิดค่าดอกเบี้ยซึ่งเจ้าพนักงานประเมินได้แจ้งให้โจทก์ทราบไว้แล้ว เจ้าพนักงานประเมินจึงได้ออกหนังสือเชิญพบ โดยอ้างหมายเรียกเดิม ให้โจทก์มาพบเพื่อตรวจสอบไต่สวนเป็นการอาศัยอำนาจตามหมายเรียกฉบับเดิมซึ่งเท่ากับได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภายในกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ได้ยื่นรายการแล้ว จึงเป็นการปฏิบัติชอบด้วย มาตรา 19 และ20 แห่งประมวลรัษฎากร ผลการตรวจสอบไต่สวนปรากฏว่าโจทก์กู้ยืมเงินจากบริษัทออร์ฟอร์ดเทรดดิ้ง จำกัด ประเทศอังกฤษ แต่โจทก์กลับโอนเงินให้บริษัทในเครือใช้โดยไม่คิดค่าตอบแทนจำนวนมากเจ้าพนักงานประเมินพิจารณาแล้ว

เห็นว่าขณะที่โจทก์มีความสามารถชำระหนี้เงินกู้ได้ แต่กลับนำเงินไปให้บริษัทในเครือใช้โดยไม่มีค่าตอบแทนหรือคิดดอกเบี้ยเป็นการไม่ถูกต้อง จึงคำนวณหาดอกเบี้ยซึ่งโจทก์ไม่ควรต้องรับภาระจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชี ปี 2516ถึง 2519 ถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี (13) ในการคำนวณหาดอกเบี้ยนั้น จำเลยที่ 2 ใช้อัตราร้อยละ 10.75 อันเป็นอัตราต่ำสุดที่ผู้ให้กู้คิดจากโจทก์เป็นเกณฑ์คำนวณ แล้วคำนวณภาษีในอัตราร้อยละ 30 เนื่องจากโจทก์มีกำไรในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีเกิน 1,000,000 บาท ทุกรอบเป็นผลให้โจทก์ต้องเสียภาษีเพิ่มเป็นเงินทั้งสิ้น 13,763,140.46 บาท โจทก์อุทธรณ์การประเมินจำเลยที่ 3 ถึงที่ 5 วินิจฉัยว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินถูกต้องแล้ว แต่มีเหตุควรผ่อนผัน จึงลดเงินเพิ่มลง

คงเรียกเก็บเพียงร้อยละ 50 รวมเป็นเงินภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่มจำนวน 12,616,212.08 บาท จำเลยที่ 2 ประเมินภาษีจากโจทก์ถูกต้องทุกประการ ส่วนเงินเพิ่มโจทก์ได้ลดมากแล้ว จึงไม่มีเหตุควรที่จะลดหรืองดเว้นการเรียกเก็บเงินเพิ่มจากโจทก์อีก ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งประเมินตามแบบคำสั่งให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินเพิ่ม และคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามแบบวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยโจทก์และจำเลยทั้งห้าอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นโดยโจทก์จำเลยมิได้โต้เถียงกันว่า โจทก์ซื้อสินค้าจากบริษัทฟอร์ดมอเตอร์จำกัด มาจำหน่าย โดยได้กู้เงินจากบริษัทออร์ฟอร์ดเทรดดิ้ง

จำกัดจำนวนร้อยละ 90 ของราคาสินค้าชำระค่าสินค้าให้แก่บริษัทฟอร์ดมอเตอร์จำกัด โจทก์ชำระค่าดอกเบี้ยเงินกู้ดังกล่าวให้แก่บริษัทออร์ฟอร์ดเทรดดิ้ง จำกัด แล้วนำมาลงรายการเป็นรายจ่ายหักออกจากรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิ แต่เจ้าพนักงานประเมินตรวจพบว่าในรอบระยะเวลาบัญชีที่โจทก์จ่ายค่าดอกเบี้ยไปนั้น โจทก์มีเงินอยู่จำนวนมาก สามารถชำระเงินกู้ได้ แต่ไม่ชำระกลับนำไปให้บริษัทในเครือใช้ โดยไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าตอบแทน เป็นการไม่ถูกต้องจึงคำนวณหาจำนวนดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่ควรรับภาระจ่าย โดยการเอายอดเงินแต่ละจำนวนที่โจทก์โอนให้บริษัทในเครือไปใช้ แต่ละช่วงเวลาและอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10.75 ต่อปี ที่โจทก์ได้แจ้งแก่เจ้าพนักงานประเมินว่า เป็นอัตราดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องชำระแก่บริษัทออร์ฟอร์ดเทรดดิ้ง

จำกัด มาคิดคำนวณได้ออกมาเป็นค่าดอกเบี้ยถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13) นำไปหักออกจากยอดดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายให้แก่บริษัทออร์ฟอร์ดเทรดดิ้งจำกัด ไปและปรับปรุงหากำไรสุทธิและค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ใหม่ ปรากฏว่า โจทก์จะต้องเสียค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลเพิ่ม และเงินเพิ่มตามกฎหมายรวมแล้วเป็นเงิน 12,616,212.08 บาทมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ซึ่งจะต้องวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงว่า ดอกเบี้ยที่โจทก์จ่ายแก่บริษัทออร์ฟอร์ดเทรดดิ้ง จำกัด เป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะหรือไม่

เห็นว่า โจทก์ซื้อสินค้าจากบริษัทฟอร์ดมอเตอร์ จำกัด มาจำหน่าย ในการซื้อสินค้าดังกล่าวโจทก์ได้กู้เงินจากบริษัทออร์ฟอร์ดเทรดดิ้ง จำกัด จำนวนร้อยละ 90 ของราคาสินค้า ชำระค่าสินค้าให้แก่บริษัทฟอร์ดมอเตอร์ จำกัด ดังนั้นดอกเบี้ยเงินกู้ที่โจทก์ชำระแก่บริษัทออร์ฟอร์ดเทรดดิ้ง จำกัดจึงเป็ฯรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะของโจทก์โจทก์จึงมีสิทธิที่จะนำไปถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้หาใช่รายจ่ายซึ่งต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ตรี (13) ไม่การที่เจ้าพนักงานประเมินคำนวณหาจำนวนดอกเบี้ยจากยอดเงินที่โจทก์โอนให้บริษัทในเครือไปใช้โดยไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าตอบแทนของแต่ละยอดแต่ละช่วงเวลา ในอัตราร้อยละ 10.75 ต่อปี ตามที่ได้ความจากโจทก์ว่า

โจทก์ต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่บริษัทออร์ฟอร์ดเทรดดิ้ง จำกัด ในอัตราดังกล่าว นำมาถือเป็นค่าดอกเบี้ยที่โจทก์ไม่ควรรับภาระจ่ายหรือเป็นรายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะของโจทก์ เอาไปหักออกจากยอดรายจ่ายค่าดอกเบี้ยที่โจทก์ได้จ่ายให้แก่บริษัทออร์ฟอร์ดเทรดดิ้งจำกัด ไปจริง ทำให้รายจ่ายของโจทก์ลดลง เงินได้สุทธิของโจทก์กลับเพิ่มขึ้น โจทก์จึงต้องเสียภาษีเพิ่มและเงินเพิ่มตามจำนวนที่ประเมินนั้น เห็นว่า จำนวนเงินที่โจทก์กู้จากบริษัทออร์ฟอร์ดเทรดดิ้ง จำกัด จำนวนร้อยละ 90 ของราคาสินค้านั้นโจทก์ได้นำไปชำระค่าสินค้าให้แก่บริษัทฟอร์ดมอเตอร์ จำกัดโดยตรงทั้งหมดหาได้นำมาให้บริษัทในเครือใช้แต่อย่างใด จึงไม่มีค่าดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องรับภาระใช้แทนบริษัทในเครือ

การที่โจทก์มีเงินแล้วไม่เอาชำระหนี้เงินกู้แก่บริษัทออร์ฟอร์ดเทรดดิ้ง จำกัดก็ดี การที่โจทก์เอาเงินที่มีอยู่ให้บริษัทในเครือใช้โดยไม่คิดดอกเบี้ยหรือค่าตอบแทนก็ดี เป็นเพียงการปฏิบัติที่ไม่สมควรตามความเห็นของเจ้าพนักงานประเมินเท่านั้น ไม่ใช่สาเหตุที่จะทำให้ค่าดอกเบี้ยที่โจทก์ต้องจ่ายแก่บริษัทออร์ฟอร์ดเทรดดิ้ง จำกัดอันเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะของโจทก์มาแต่ต้นขณะที่กู้เงินเพื่อชำระค่าสินค้านั้นกลายเป็นมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการ โดยเฉพาะของโจทก์ขึ้นมาได้ ทั้งไม่มีกฎหมายให้อำนาจแก่เจ้าพนักงานประเมินภาษีเงินได้นิติบุคคลของโจทก์ด้วยวิธีการดังกล่าว การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงไม่ชอบ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้ออื่นอีก"

ผลคำพิพากษา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุนพ กีรติยุติ · ก้าน อันนานนท์ · เพ็ง เพ็งนิติ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2646/2566

การมีค่าความนิยมคงเหลือ ณ วันเลิกประกอบกิจการถือเป็นการขายที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มตาม ป.รัษฎากร มาตรา 77/2 (1) และมาตรา 77/1 (8) (ฉ) โจทก์ยื่นคำขอแจ้งการเปลี่ยนแปลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 489/2562

การที่จำเลยสามารถลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเนื่องจากโจทก์ทำหลักฐานว่ามีรายจ่ายซึ่งโจทก์กำหนดขึ้นเองโดยไม่มีการจ่ายจริงและนำไปหักออกจากกำไรจากการประกอบกิจการของจำเลย นั้น ถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งตาม ป.รัษฎากร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4727/2561

โจทก์กู้เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้า มีหนี้สินคงเหลืออยู่ ณ วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2553 ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทยตามมาตรา 65 ทวิ (5) (ก) โจทก์มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 1,195,93…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4546/2561

โจทก์ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับปกติและฉบับยื่นเพิ่มเติมสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท โดยกรอกรายการรายได้ส่วนที่ได้รับการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีไว้ในแบบแสดง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3618/2561

การอุทธรณ์หนังสือแจ้งไม่คืนเงินภาษีอากรเป็นกรณีโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งทางปกครองของจำเลยเกี่ยวกับการขอคืนภาษีของโจทก์ กรณีคืนภาษีให้แก่ผู้เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ผู้มีอำนาจออกคำสั่งคือ เจ้าหน้าที่ผู้ท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้