คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า มีคนร้ายลักรถจักรยานยนต์ของนางสาวอรนุชซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายวิทยาผู้เสียหาย เจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้ซึ่งมีสภาพแตกต่างจากเดิมบางส่วน จากนั้นจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ทั้งนี้จำเลยเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปหรือรับของโจรโดยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อหรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งทรัพย์ดังกล่าวจากคนร้าย โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357
จำเลยให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...
พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2545 เวลาประมาณ 21 นาฬิกามีคนร้ายลักรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ ขณะจอดอยู่ที่บริเวณวัดมฤคทายวันไป ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2545 เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุได้ที่บ้านของนายนคร นรสิทธิ์ นายจ้างของจำเลย สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ โจทก์มีนายวิทยาผู้เสียหาย นายปรีชา นายนคร จ่าสิบตำรวจอนันต์ และพันตำรวจตรียุทธจักรเป็นพยานเบิกความประกอบกันได้ความตามที่กล่าวไว้ในทางนำสืบของโจทก์ข้างต้น เห็นว่า เมื่อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุของผู้เสียหายหายไป ผู้เสียหายก็ไปร้องทุกข์และติดตามหารถจักรยานยนต์ดังกล่าว จนนายอ้วนลูกพี่ลูกน้องของผู้เสียหายนำเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุได้จากบ้านของนายนคร นายจ้างของจำเลยอันเป็นปกติวิสัยของเจ้าของทรัพย์ดังเช่นผู้เสียหายซึ่งมีสิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ของตนจะต้องปฏิบัติเช่นนั้น และนายนครเป็นพยานเบิกความว่า
จำเลยขอเบิกเงินค่าจ้างจากพยานโดยบอกว่า จะไปซื้อรถจักรยานยนต์ พยานเห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุตั้งแต่วันซื้อมาโดยตลอด และจำเลยขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปจอดที่บ้านของพยาน แล้วจำเลยก็จะนั่งรถยนต์ของพยานไปขายผ้าโดยกระทำเช่นนี้ทุกวัน แสดงว่าจำเลยครอบครองและใช้สอยรถจักรยานยนต์คัดเกิดเหตุตลอดมา นายนครเป็นนายจ้างของจำเลยไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยจึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย เชื่อว่านายนครเบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็นมา ที่จำเลยฎีกาเป็นทำนองว่า จำเลยซื้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุจากนายต้นโดยไม่ทราบว่าเป็นรถจักรยานยนต์ซึ่งถูกลักมานั้น รถจักรยานยนต์เป็นทรัพย์ที่มีราคาสูง และเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าปัจจุบันมีการโจรกรรมรถจักรยานยนต์ซึ่งกระทำโดยพวกมิจฉาชีพเป็นจำนวนมาก
ผู้ที่ทำธุรกรรมเกี่ยวข้องกับทรัพย์ดังกล่าวย่อมต้องตรวจสอบสมุดจดทะเบียนรถเพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงอันจะเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจมีขึ้น แต่การที่จำเลยซื้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุจากนายต้นในคดีนี้ กลับไม่มีการตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนเพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงก่อนแต่อย่างใด และจำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ขณะที่ซื้อรถจักรยานยนต์จากนายต้น ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนติดรถ โดยนายต้นบอกว่า แผ่นป้ายทะเบียนหล่นหายไป ส่อแสดงถึงพฤติการณ์ในการปกปิด