Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 6539/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจรที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดินไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความได้ ดังนั้น แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้ร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ฉะนั้น หนังสือมอบอำนาจจะชอบด้วยกฎหมายอย่างไรหรือไม่จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย การตรวจค้นเพื่อยึดของกลางและการสอบสวนเป็นการดำเนินการคนละขั้นตอนกัน แม้การตรวจค้นเพื่อยึดของกลางอาจมิชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่จะไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก หามีผลทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎมายไปด้วยไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่ามีการสอบสวนแล้วจำเลยมิได้ฎีกาว่าการสอบสวนไม่ชอบ เพียงแต่อ้างว่าการยึดรถจักรยานยนต์ของกลางในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องถือว่าการสอบสวนในความผิดที่กล่าวค้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องถือว่าการสอบสวนในความผิดที่กล่าวหาตามฟ้องชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า มีคนร้ายลักรถจักรยานยนต์ของนางสาวอรนุชซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายวิทยาผู้เสียหาย เจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้ซึ่งมีสภาพแตกต่างจากเดิมบางส่วน จากนั้นจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ทั้งนี้จำเลยเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปหรือรับของโจรโดยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อหรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งทรัพย์ดังกล่าวจากคนร้าย โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2545 เวลาประมาณ 21 นาฬิกามีคนร้ายลักรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ ขณะจอดอยู่ที่บริเวณวัดมฤคทายวันไป ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2545 เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุได้ที่บ้านของนายนคร นรสิทธิ์ นายจ้างของจำเลย สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ โจทก์มีนายวิทยาผู้เสียหาย นายปรีชา นายนคร จ่าสิบตำรวจอนันต์ และพันตำรวจตรียุทธจักรเป็นพยานเบิกความประกอบกันได้ความตามที่กล่าวไว้ในทางนำสืบของโจทก์ข้างต้น เห็นว่า เมื่อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุของผู้เสียหายหายไป ผู้เสียหายก็ไปร้องทุกข์และติดตามหารถจักรยานยนต์ดังกล่าว จนนายอ้วนลูกพี่ลูกน้องของผู้เสียหายนำเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุได้จากบ้านของนายนคร นายจ้างของจำเลยอันเป็นปกติวิสัยของเจ้าของทรัพย์ดังเช่นผู้เสียหายซึ่งมีสิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ของตนจะต้องปฏิบัติเช่นนั้น และนายนครเป็นพยานเบิกความว่า

จำเลยขอเบิกเงินค่าจ้างจากพยานโดยบอกว่า จะไปซื้อรถจักรยานยนต์ พยานเห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุตั้งแต่วันซื้อมาโดยตลอด และจำเลยขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปจอดที่บ้านของพยาน แล้วจำเลยก็จะนั่งรถยนต์ของพยานไปขายผ้าโดยกระทำเช่นนี้ทุกวัน แสดงว่าจำเลยครอบครองและใช้สอยรถจักรยานยนต์คัดเกิดเหตุตลอดมา นายนครเป็นนายจ้างของจำเลยไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยจึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย เชื่อว่านายนครเบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็นมา ที่จำเลยฎีกาเป็นทำนองว่า จำเลยซื้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุจากนายต้นโดยไม่ทราบว่าเป็นรถจักรยานยนต์ซึ่งถูกลักมานั้น รถจักรยานยนต์เป็นทรัพย์ที่มีราคาสูง และเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าปัจจุบันมีการโจรกรรมรถจักรยานยนต์ซึ่งกระทำโดยพวกมิจฉาชีพเป็นจำนวนมาก

ผู้ที่ทำธุรกรรมเกี่ยวข้องกับทรัพย์ดังกล่าวย่อมต้องตรวจสอบสมุดจดทะเบียนรถเพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงอันจะเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจมีขึ้น แต่การที่จำเลยซื้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุจากนายต้นในคดีนี้ กลับไม่มีการตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนเพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงก่อนแต่อย่างใด และจำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ขณะที่ซื้อรถจักรยานยนต์จากนายต้น ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนติดรถ โดยนายต้นบอกว่า แผ่นป้ายทะเบียนหล่นหายไป ส่อแสดงถึงพฤติการณ์ในการปกปิด

Matter details

Source
ของรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุอันเป็นพิรุธแต่จำเลยก็ยังคงซื้อรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจากนายต้น ซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของการซื้อขายทรัพย์โดยสุจริตทั่วไป นอกจากนี้ผู้เสียหายเบิกความว่า พยานตรวจสอบรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุแล้ว ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนอะไหล่หลายรายการ เช่น วงล้อหน้าหลัง ที่พักเท้า เรือนไมล์ มือจับรถจักรยานยนต์ ท่อไอเสีย และเบาะ เป็นต้น แม้จำเลยจะนำสืบอ้างว่า เมื่อซื้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุมาแล้ว จำเลยเปลี่ยนอะไหล่บางส่วนกับนายปรีชาเพื่อความสวยงาม แต่นายนครเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยบอกว่าที่เปลี่ยนล้อรถจักรยานยนต์เพราะเพื่อนของจำเลยมีสาเหตุกับผู้อื่นกลัวว่าจำจำรถจักรยานยนต์ได้ จึงเอาล้อรถจักรยานยนต์ของเพื่อนมาเปลี่ยนกับล้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ ข้อต่อสู้ของจำเลยในเรื่องดังกล่าวจึงขัดแย้งกันเอง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง การที่จำเลยเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ของรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุตามที่กล่าวมาแล้ว ย่อมเป็นพิรุธแสดงให้เห็นว่าจำเลยดัดแปลงสภาพรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุเพื่อมิให้เจ้าของติดตามเอาคืน เมื่อพิเคราะห์ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีทั้งปวงแล้ว เชื่อว่าจำเลยซื้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดเมื่อเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานรับของโจร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจที่นางสาวอรนุชมอบอำนาจให้ผู้เสียหายไปร้องทุกข์ตามหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ตามกฎหมาย ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์ในคดีนี้นั้น เห็นว่า ความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจรที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดินไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความได้ ดังนั้น แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้ร้องทุกข์พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ฉะนั้น หนังสือมอบอำนาจจะชอบด้วยกฎหมายอย่างไรหรือไม่จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาข้อต่อไปของจำเลยมีว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์ของกลางในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาดังกล่าวจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า การตรวจค้นเพื่อยึดของกลางและการสอบสวนเป็นการดำเนินการคนละขั้นตอนกัน แม้การตรวจค้นเพื่อยึดของกลางอาจมิชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่จะไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก หามีผลทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหายไปด้วยไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่ามีการสอบสวนแล้วจำเลยมิได้ฎีกาว่าการสอบสวนไม่ชอบเพียงแต่อ้างว่าการยึดรถจักรยานยนต์ของกลางในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องถือว่าการสอบสวนในความผิดที่กล่าวหาตามฟ้องชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน" พิพากษายืน ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6539/2550พนักงานอัยการ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาโจทก์นายสมชาย ปึกขาวจำเลย ป.วิ.พ. ม. 249 วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. ม. 2 (4), ม. 15, ม. 121ความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจรที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดินไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความได้ ดังนั้น แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้ร้องทุกข์ พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ฉะนั้น หนังสือมอบอำนาจจะชอบด้วยกฎหมายอย่างไรหรือไม่จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย การตรวจค้นเพื่อยึดของกลางและการสอบสวนเป็นการดำเนินการคนละขั้นตอนกัน แม้การตรวจค้นเพื่อยึดของกลางอาจมิชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่จะไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก หามีผลทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎมายไปด้วยไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่ามีการสอบสวนแล้วจำเลยมิได้ฎีกาว่าการสอบสวนไม่ชอบ เพียงแต่อ้างว่าการยึดรถจักรยานยนต์ของกลางในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องถือว่าการสอบสวนในความผิดที่กล่าวค้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องถือว่าการสอบสวนในความผิดที่กล่าวหาตามฟ้องชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกันโจทก์ฟ้องว่า มีคนร้ายลักรถจักรยานยนต์ของนางสาวอรนุชซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายวิทยาผู้เสียหาย เจ้าพนักงานยึดรถจักรยานยนต์ดังกล่าวได้ซึ่งมีสภาพแตกต่างจากเดิมบางส่วน จากนั้นจำเลยเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ทั้งนี้จำเลยเป็นคนร้ายลักทรัพย์ของผู้เสียหายไปหรือรับของโจรโดยช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อหรือรับไว้ด้วยประการใด ๆ ซึ่งทรัพย์ดังกล่าวจากคนร้าย โดยรู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335, 357 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก จำคุก 3 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2545 เวลาประมาณ 21 นาฬิกามีคนร้ายลักรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ ขณะจอดอยู่ที่บริเวณวัดมฤคทายวันไป ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2545 เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุได้ที่บ้านของนายนคร นรสิทธิ์ นายจ้างของจำเลย สำหรับความผิดฐานลักทรัพย์ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานรับของโจรตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ โจทก์มีนายวิทยาผู้เสียหาย นายปรีชา นายนคร จ่าสิบตำรวจอนันต์ และพันตำรวจตรียุทธจักรเป็นพยานเบิกความประกอบกันได้ความตามที่กล่าวไว้ในทางนำสืบของโจทก์ข้างต้น เห็นว่า เมื่อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุของผู้เสียหายหายไป ผู้เสียหายก็ไปร้องทุกข์และติดตามหารถจักรยานยนต์ดังกล่าว จนนายอ้วนลูกพี่ลูกน้องของผู้เสียหายนำเจ้าพนักงานตำรวจไปยึดรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุได้จากบ้านของนายนคร นายจ้างของจำเลยอันเป็นปกติวิสัยของเจ้าของทรัพย์ดังเช่นผู้เสียหายซึ่งมีสิทธิติดตามเอาคืนทรัพย์ของตนจะต้องปฏิบัติเช่นนั้น และนายนครเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยขอเบิกเงินค่าจ้างจากพยานโดยบอกว่า จะไปซื้อรถจักรยานยนต์ พยานเห็นจำเลยขับรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุตั้งแต่วันซื้อมาโดยตลอด และจำเลยขับรถจักรยานยนต์ดังกล่าวไปจอดที่บ้านของพยาน แล้วจำเลยก็จะนั่งรถยนต์ของพยานไปขายผ้าโดยกระทำเช่นนี้ทุกวัน แสดงว่าจำเลยครอบครองและใช้สอยรถจักรยานยนต์คัดเกิดเหตุตลอดมา นายนครเป็นนายจ้างของจำเลยไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยจึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย เชื่อว่านายนครเบิกความไปตามความจริงที่รู้เห็นมา ที่จำเลยฎีกาเป็นทำนองว่า จำเลยซื้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุจากนายต้นโดยไม่ทราบว่าเป็นรถจักรยานยนต์ซึ่งถูกลักมานั้น รถจักรยานยนต์เป็นทรัพย์ที่มีราคาสูง และเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าปัจจุบันมีการโจรกรรมรถจักรยานยนต์ซึ่งกระทำโดยพวกมิจฉาชีพเป็นจำนวนมาก ผู้ที่ทำธุรกรรมเกี่ยวข้องกับทรัพย์ดังกล่าวย่อมต้องตรวจสอบสมุดจดทะเบียนรถเพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงอันจะเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจมีขึ้น แต่การที่จำเลยซื้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุจากนายต้นในคดีนี้ กลับไม่มีการตรวจสอบหลักฐานทางทะเบียนเพื่อทราบถึงบุคคลผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริงก่อนแต่อย่างใด และจำเลยเบิกความตอบโจทก์ถามค้านว่า ขณะที่ซื้อรถจักรยานยนต์จากนายต้น ไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนติดรถ โดยนายต้นบอกว่า แผ่นป้ายทะเบียนหล่นหายไป ส่อแสดงถึงพฤติการณ์ในการปกปิดแหล่งที่มาของรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุอันเป็นพิรุธแต่จำเลยก็ยังคงซื้อรถจักรยานยนต์ดังกล่าวจากนายต้น ซึ่งเป็นการผิดปกติวิสัยของการซื้อขายทรัพย์โดยสุจริตทั่วไป นอกจากนี้ผู้เสียหายเบิกความว่า พยานตรวจสอบรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุแล้ว ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนอะไหล่หลายรายการ เช่น วงล้อหน้าหลัง ที่พักเท้า เรือนไมล์ มือจับรถจักรยานยนต์ ท่อไอเสีย และเบาะ เป็นต้น แม้จำเลยจะนำสืบอ้างว่า เมื่อซื้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุมาแล้ว จำเลยเปลี่ยนอะไหล่บางส่วนกับนายปรีชาเพื่อความสวยงาม แต่นายนครเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า จำเลยบอกว่าที่เปลี่ยนล้อรถจักรยานยนต์เพราะเพื่อนของจำเลยมีสาเหตุกับผู้อื่นกลัวว่าจำจำรถจักรยานยนต์ได้ จึงเอาล้อรถจักรยานยนต์ของเพื่อนมาเปลี่ยนกับล้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุ ข้อต่อสู้ของจำเลยในเรื่องดังกล่าวจึงขัดแย้งกันเอง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง การที่จำเลยเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์ของรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุตามที่กล่าวมาแล้ว ย่อมเป็นพิรุธแสดงให้เห็นว่าจำเลยดัดแปลงสภาพรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุเพื่อมิให้เจ้าของติดตามเอาคืน เมื่อพิเคราะห์ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีทั้งปวงแล้ว เชื่อว่าจำเลยซื้อรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุโดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นทรัพย์อันได้มาโดยการกระทำความผิดเมื่อเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานรับของโจร ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจที่นางสาวอรนุชมอบอำนาจให้ผู้เสียหายไปร้องทุกข์ตามหนังสือมอบอำนาจปิดอากรแสตมป์ไม่บริบูรณ์ตามกฎหมาย ผู้เสียหายจึงไม่มีอำนาจร้องทุกข์ในคดีนี้นั้น เห็นว่า ความผิดฐานลักทรัพย์และรับของโจรที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้เป็นความผิดอาญาแผ่นดินไม่ใช่ความผิดต่อส่วนตัวอันยอมความได้ ดังนั้น แม้ผู้เสียหายจะไม่ได้ร้องทุกข์พนักงานสอบสวนก็มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ได้โดยไม่จำเป็นต้องมีคำร้องทุกข์จากผู้เสียหาย ฉะนั้น หนังสือมอบอำนาจจะชอบด้วยกฎหมายอย่างไรหรือไม่จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาข้อต่อไปของจำเลยมีว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์ของกลางในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นนั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 1 ยังไม่ได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยในปัญหาดังกล่าวจึงเห็นสมควรวินิจฉัยไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยใหม่ เห็นว่า การตรวจค้นเพื่อยึดของกลางและการสอบสวนเป็นการดำเนินการคนละขั้นตอนกัน แม้การตรวจค้นเพื่อยึดของกลางอาจมิชอบด้วยกฎหมายก็เป็นเรื่องที่จะไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก หามีผลทำให้การสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหายไปด้วยไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่ามีการสอบสวนแล้วจำเลยมิได้ฎีกาว่าการสอบสวนไม่ชอบเพียงแต่อ้างว่าการยึดรถจักรยานยนต์ของกลางในที่รโหฐานโดยไม่มีหมายค้นเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงต้องถือว่าการสอบสวนในความผิดที่กล่าวหาตามฟ้องชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นเดียวกัน" พิพากษายืน(ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์-สิทธิชัย รุ่งตระกูล-ธนัท วิรบุตร์)แหล่งที่มาสำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4147/2550

ป.อ. มาตรา 277 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้กระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาของตนมีความผิดโดยไม่คำนึงถึงว่าเด็กหญิงนั้นจะยินยอมหรือไม่ แต่หากเด็กหญิงนั้นยินยอมก็มิได้หมายความว่า เด็กหญิงนั้น…

Supreme Court Judgment No. 3879/2546

ข้อเท็จจริงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยเพียงแต่ใช้กำลังทำร้ายเตะและต่อยผู้ตายจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย ส่วนบาดแผลที่เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลย จึงมิใช่กรณีท…

Supreme Court Judgment No. 4817/2545

ผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้องคดีอาญาต้องเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2(4) หรือต้องเป็นผู้มีอำนาจจัดการแทนผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 5 การที่โจทก์…

Supreme Court Judgment No. 5762/2537

ข้อหาความผิดตาม ป.อ. มาตรา 295 และ 297 ที่พนักงานอัยการโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยนั้น มิใช่เป็นความผิดต่อส่วนตัว ดังนั้น การที่ถ.และ อ. จะเป็นผู้เสียหายตามกฎหมายหรือไม่ หามีผลต่ออำนาจฟ้องของพนักงานอัยกา…

Supreme Court Judgment No. 933/2534

บริษัทโจทก์ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนโดยระบุว่า นาย จ.มาแจ้งว่านาย จ.ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ได้ทำสัญญาเช่าตึกแถวจากจำเลยที่ 2 และต่อจากนั้นเป็นรายละเอียดข้อเท็จจริงที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองร่ว…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up