คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ใช้เรือขุด ขุดแร่ต้น พ.ศ. 2492 ทำให้น้ำขุ่นข้นปนมูลดิน มูลทรายไหลจากเขตประทานบัตรของจำเลย เข้าไปในที่ดินนาของโจทก์จำเลยได้ทำทำนบปิดกั้นไว้แต่ไม่แข็งแรง ทำนบจึงพัง จำเลยมิได้จัดการซ่อม โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากจำเลย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ 2,500 บาท คดีอยู่ในระหว่างฎีกามาใน พ.ศ. 2493 จำเลยก็ไม่จัดปิดกั้นทำนบ โจทก์จึงทำนาในพ.ศ. 2493 ไม่ได้อีก จึงขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายอีก 2,500 บาทกับให้จำเลยปิดกั้นทำนบเสียศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ 2,500 บาทกับให้ปิดกั้นทำนบอย่าให้น้ำขุ่นข้นเจือปนมูลดินทราบ เข้าท่วมนาของโจทก์ต่อไปศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกา ฟังข้อเท็จจริงว่า การกระทำของจำเลยเป็นเหตุให้น้ำท่วมนาของโจทก์และโจทก์ทำนาไม่ได้ เพราะการเดินเรือขุดทำให้น้ำไหลบ่าเข้าไปในนาของโจทก์ จนทำนาไม่ได้ข้อที่จำเลยต่อสู้ว่า ขาดอายุความเพราะมาฟ้องหลังทำนบพัง 2 ปีเศษนั้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าเพียงแต่ทำนบพังไม่ใช่เป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ แต่การละเมิดสิทธิเกิดขึ้นเมื่อน้ำไหล พามูลดินทรายเข้าไปในที่นาของโจทก์ ทำให้โจทก์ทำนาไม่ได้ต่างหากต้องคำนวณอายุความตั้งแต่นั้นมา หาใช่ตั้งแต่ทำนบพังไม่ และไม่เป็นฟ้องซ้ำเพราะการละเมิดใหม่ต่างหากจากที่ฟ้องคราวก่อน
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืน