Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6711/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ความผิดฐานฉ้อโกงต้องปรากฎว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตอันเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วยแต่หาจำต้องระบุคำว่ามีเจตนาทุจริตลงในคำฟ้องโดยตรงเสมอไปไม่เมื่อในคำฟ้องโจทก์ระบุว่าจำเลยทั้งสองบังอาจร่วมกันกล่าวข้อความอันเป็นเท็จก็บ่งว่าจำเลยทั้งสองทำโดยทุจริตอยู่ในตัวแล้วและยังได้บรรยายฟ้องต่อไปว่าได้บังอาจหลอกลวงผู้เสียหายอีกจึงเป็นคำฟ้องครบองค์ประกอบความผิดฐานฉ้อโกงแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมหรือใช้ให้ผู้อื่นปลอมหนังสือมอบอำนาจแม้จะได้ความอย่างใดอย่างหนึ่งการกระทำของจำเลยทั้งสองก็เป็นความผิดแล้วฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 91, 264, 268, 341 และให้จำเลยทั้งสองคืนหรือใช้เงินจำนวน 975,000 บาท แก่ผู้เสียหายจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264, 268, 341 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341จำคุก 2 ปี ให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้เงิน 975,000 บาท แก่ผู้เสียหาย ยกฟ้องจำเลยที่ 2จำเลย ที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 268 วรรคแรก ประกอบมาตรา 264และมาตรา 341 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่กฎหมายทั้งสองบทมีโทษเท่ากันให้ลงโทษตามมาตรา 341 ให้ยกฟ้องฐานปลอมเอกสาร นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามที่โจทก์ จำเลยที่ 1 มิได้ฎีกาโต้แย้งคัดค้านว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินน.ส.3 จำนวน 2 แปลง อยู่หมู่ที่ 7 ตำบลน้ำทรง อำเภอพยุหะคีรีจังหวัดนครสวรรค์ ของนายเฉลิม ยิ้มเมือง กับนายเจ็งอยู่ แซ่ซึงผู้เสียหาย ผู้เสียหายวางเงินมัดจำไว้1,000,000 บาท ตามสัญญาจะซื้อจะขายเอกสารหมาย จ.2 และลายมือชื่อของนายเฉลิมในหนังสือมอบอำนาจในเอกสารหมายจ.1 เป็นลายมือชื่อปลอม คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1ประการแรกว่า คำฟ้องฐานฉ้อโกงของโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ เห็นว่าโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองได้บังอาจร่วมกันกล่าวข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงอันควรบอกให้แจ้งโดยจำเลยทั้งสองได้บังอาจหลอกลวงนายเจ็งอยู่

แซ่ซึงผู้เสียหายว่าได้รับมอบอำนาจจากนายเฉลิมให้ขายที่ดิน น.ส.3รวม 2 แปลงซึ่งความจริงนายเฉลิมไม่ได้มอบอำนาจให้แก่จำเลยทั้งสอง ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อมอบเงินมัดจำ 1,000,000 บาท ให้แก่จำเลยทั้งสองไป แม้ว่าความผิดฐานฉ้อโกงจะต้องปรากฎว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตอันเป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย แต่หาจำเป็นต้องระบุคำว่ามีเจตนาทุจริตลงในคำฟ้องโดยตรงเสมอไป แม้ในคำฟ้องโจทก์จะไม่ระบุว่าโดยทุจริตแต่คำว่าบังอาจร่วมกันกล่าวข้อความอันเป็นเท็จก็บ่งว่าจำเลยทั้งสองทำโดยทุจริตอยู่ในตัวแล้วและโจทก์ยังได้บรรยายฟ้องต่อไปว่า ได้บังอาจหลอกลวงผู้เสียหายอีก คำฟ้องของโจทก์จึงเป็นคำฟ้องฐานฉ้อโกงครบองค์ประกอบความผิดตามที่กฎหมายระบุแล้ว

ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นจำเลยฎีกาเป็นข้อต่อไปว่า ฟ้องโจทก์เกี่ยวกับความผิดฐานปลอมเอกสารนั้นเคลือบคลุมเพราะโจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์ทั้งสองร่วมกันปลอมหรือใช้ให้ผู้อื่นปลอมหนังสือมอบอำนาจการบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่ยืนยันข้อเท็จจริงว่าใครปลอมหนังสือมอบอำนาจแน่ ถ้าใช้ให้ผู้อื่นปลอม ผู้อื่นนั้นเป็นใครเห็นว่า ความผิดฐานปลอมเอกสารตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 นั้น ผู้ปลอมเพียงแต่ทำปลอมแต่ส่วนหนึ่งส่วนใดเติมหรือตัดทอนข้อความ หรือแก้ไขด้วยประการใด ๆ ในเอกสารที่แท้จริง หรือประทับตราปลอมหรือลงลายมือชื่อปลอมในเอกสารโดยประการที่จะน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนแล้วก็เป็นความผิดฐานปลอมเอกสารดังนั้นที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันปลอมหรือใช้ให้ผู้อื่นปลอมหนังสือมอบอำนาจนั้นแม้จะได้ความอย่างใดอย่างหนึ่ง

ถ้าจำเลยทั้งสองปลอมลายมือชื่อนายเฉลิมลงในหนังสือมอบอำนาจและนำหนังสือมอบอำนาจไปใช้ตามที่โจทก์ฟ้องการกระทำของจำเลยทั้งสองก็เป็นความผิดแล้วจึงถือได้ว่าฟ้องโจทก์ได้บรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองได้กระทำผิดข้อเท็จจริง และรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆอีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) แล้วจึงไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สถิตย์ สิทธิลักษณ์ · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · ธีระจิต ไชยาคำ
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3414/2565

แม้คำฟ้องจะบรรยายความผิดฐานฉ้อโกงมาด้วย แต่การกระทำอันเดียวกันอาจเป็นความผิดฐานฉ้อโกงหรือยักยอกฐานหนึ่งฐานใดก็ได้ และเป็นเรื่องในใจของจำเลยว่าจำเลยมีเจตนาปลอมใบส่งของและใบเสร็จรับเงินเพื่อการหลอกลวงให…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5875/2533

แม้โจทก์จะขอให้ลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 342,265,268ซึ่งมีอัตราโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกเกินกว่า 3 ปี แต่โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานฉ้อโกงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 342 ไม่อาจลงโทษจำเลยฐานนี้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2961/2523

บรรยายฟ้องว่าจำเลยปลอมใบส่งของอันเป็นเอกสารสิทธิ โดยกล่าวถึงรายละเอียดในการปลอม แต่มิได้บรรยายว่าใบส่งของนั้นเป็นหลักฐานแห่งการก่อ เปลี่ยนแปลงโอน สงวน หรือระงับ ซึ่งสิทธิระหว่างผู้ส่งของกับผู้รับของอย…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2521 (เลขอ้างอิง 36973)

ความตามคำฟ้องโจทก์ว่า จำเลยลงลายมือชื่อบุคคลอื่นเบิกเงินจากธนาคารและสลักหลังแคชเชียร์เช็คเป็นการหลอกลวงธนาคาร ทำให้ธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่ออันแท้จริงของบุคคลนั้น จำเลยกระทำการทุจริตเพื่อให้ได้เ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2521 (เลขอ้างอิง 100050)

ความตามคำฟ้องโจทก์ว่า จำเลยลงลายมือชื่อบุคคลอื่นเบิกเงินจากธนาคารและสลักหลังแคชเชียร์เช็ค เป็นการหลอกลวงธนาคาร ทำให้ธนาคารหลงเชื่อว่าเป็นลายมือชื่ออันแท้จริงของบุคคลนั้น จำเลยกระทำการทุจริตเพื่อให้ได้…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้