คำฟ้องและคำให้การ
คดีทั้งสามสำนวนศาลพิจารณารวมกัน
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินมีโฉนดโดยเสียค่าตอบแทน โดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิต่อเจ้าพนักงานที่ดินแล้ว จำเลยบุกรุก ขอให้ศาลบังคับจำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยเสียค่าเช่าให้โจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลย ให้จำเลยชำระค่าเช่า
จำเลยทั้งสามอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีหลักฐานที่จะแสดงว่าโจทก์ซื้อที่พิพาทโดยไม่สุจริต คดีฟังได้ว่าโจทก์ซื้อที่พิพาทมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้จดทะเบียนสิทธิแล้ว ที่จำเลยนำสืบว่าได้กรรมสิทธิ์ในที่พิพาทโดยอำนาจปรปักษ์แต่ไม่ได้จดทะเบียนโดยชอบนั้น จะนำมาใช้ยันโจทก์ไม่ได้ ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๒๙๙ วรรค ๒ คดีนี้โจทก์จำเลยไม่ได้ทำสัญญาเช่ากัน ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นเรื่องจำเลยเข้าทำนาของโจทก์โดยละเมิด โจทก์ได้รับความเสียหาย ค่าเสียหายที่โจทก์จะได้รับโจทก์คิดเท่ากับค่าเช่าที่ควรจะได้ แต่คำขอท้ายฟ้องแทนที่โจทก์จะใช้คำว่า ขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายกลับไปใช้คำว่า ขอให้จำเลยชำระค่าเช่า ซึ่งศาลฎีกาเห็นว่า เมื่ออ่านคำฟ้องของโจทก์โดยตลอดแล้วก็เห็นได้ชัดว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายนั่นเอง ศาลชอบที่จะพิพากษาให้จำเลยใช้ค่าเสียหายได้
ผลคำพิพากษา
พิพากษากลับ ให้ขับไล่จำเลย และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์