คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๔๙๒ เวลากลางวันจำเลยได้รับมอบแหวนเพ็ชร ๑ วงราคา ๓๘๐๐ บาท ของนางจันทรดี ไว้โดยจำเลยรับจะเอาไปขายให้ ถ้าขายแหวนดั่งกล่าวแล้วไม่ได้ ก็จะเอามาคืนให้ ในระหว่างวันดังกล่าวถึงวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๔๙๒ จำเลยมีเจตนาทุจริตเบียดบังยักยอกแหวนเพ็ชรหรือเงิน ๓๘๐๐ บาทนั้นเป็นประโยชน์ส่วนตนเสีย หรือมิฉะนั้นในวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๔๙๒ เวลากลางวัน จำเลยมีเจตนาทุจริตใช้อุบายหลอกลวงเอาแหวนเพ็ชรนี้ไป ขอให้ลงโทษจำเลยฐานฉ้อโกงและยักยอก
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นเห็นว่า ความผิดฐานฉ้อโกงโจทก์ไม่มีพยานแสดงว่า จำเลยใช้อุบายหลอกลวงเท็จมาแต่แรก ข้อหาฐานนี้จึงตกไป ส่วนข้อหาฐานยักยอกถือว่าฟ้องเคลือบคลุมตามฎีกาที่ ๑๒๖/๒๔๙๒ จึงพิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ลงโทษจำเลยตาม ก.ม.ลักษณะอาญามาตรา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ตามฟ้องของโจทก์กล่าวหาในฐานยักยอกทรัพย์นั้น ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม จำเลยสามารถจะเข้สใจข้อหาได้ดี จำเลยย่อมรุ้สึกอยู่แก่ตนว่า ยักยอกแหวนของเขาหรือยักยอกเงินค่าแหวนที่ขายได้ การที่จำเลยรับแหวนไปจากผู้เสียหาย เพื่อจะนำเอาไปขายตามคำสั่งของผู้เสียหาย ผู้มอบหมายนั้น จำเลยมีฐานะเป็นตัวแทนของผู้เสียหาย เมื่อจำเลยได้รับเงืนค่าขายแหวนไว้ก็หมายความว่ารับไว้ในฐานะเป็นตัวแทนผู้เสียหาย เงินที่จำเลยรับไว้นั้นเป็นเงินของผู้เสียหายมีผลเสมือนหนึ่งผู้เสียหายได้มอบหมายเงินนั้นไว้แก่จำเลย เพราะเงินค่าแหวนก็คือแทนแหวนนั้นนั่นเอง จำเลยมีหน้าที่จะต้องนำส่งให้แก่ผู้เสียหายตาม ป.ม.แพ่งฯมาตรา ๘๑๐ ถ้าจำเลยเบียดบังเงินตามจำนวนที่เจ้าทรัพย์กำหนดสั่งไว้นั้น เอาเป็นประโยชน์ตนหรือคนอื่นโดยทางทุจริต ก็เป็นความผิดฐานยักยอกในทางอาญาได้อีกสถานหนึ่งนอกจากผิดสัญญาในทางแพ่ง ส่วนข้อเท็จจริง ฟังว่าจำเลยมีเจตนาทุจริตยักยอกแหวนของเจ้าทรัพย์ไปจริง
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืน()