Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6942/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

แม้ตามสัญญาเช่าที่ดินพิพาทที่โจทก์ทำกับจำเลยมีคำว่าเช่าเพื่อ "ทำการเกษตร" และโจทก์เองก็รับว่า ในตอนทำสัญญาตกลงว่าจำเลยเช่าเพื่อปลูกข้าวโพด ข้าวฟ่างทำการเกษตร แต่เมื่อจำเลยได้ใช้ที่ดินพิพาททำเป็นตลาดนัดสำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยนโคกระบือ ไม่เคยเพาะปลูกข้าวหรือพืชไร่ในที่ดินพิพาทเลย จะถือว่าจำเลยเป็นผู้เช่านาและได้ทำนาในที่ดินพิพาทตาม พระราชบัญญัติ การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ มาตรา 5,21 หาได้ไม่ จึงไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 31 สัญญาเช่าที่ดินพิพาทจึงเป็นการเช่าที่ต้องบังคับตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 537 พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 5 พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 21 พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524 มาตรา 31

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) เลขที่ 95 จำเลยได้เช่าที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อทำการเกษตรมีกำหนด 20 ปี แต่จำเลยผิดนัดชำระค่าเช่าและนำที่ดินที่เช่าไปปลูกสร้างอาคารตลาดนัดซื้อขายแลกเปลี่ยนโคกระบือ เป็นการผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายออกไปจากที่ดินของโจทก์ ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องให้จำเลยชำระเงินจำนวน 16,000 บาท และใช้ค่าเสียหายเดือนละ2,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันถัดจากวันฟ้องไปจนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากที่ดินของโจทก์จำเลยให้การว่า จำเลยเช่าที่ดินโจทก์เพื่อเกษตรกรรม จึงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2524 มาตรา 31 โจทก์ไม่มีสิทธิบอกเลิกการเช่า

จำเลยไม่เคยผิดนัดชำระค่าเช่า ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยกับบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างของจำเลยและออกไปจากที่พิพาทของโจทก์ ให้จำเลยชำระค่าเช่าที่ค้างจำนวน 16,000 บาท และใช้ค่าเสียหายเดือนละ 2,000บาทแก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยกับบริวารจะออกไปจากที่พิพาทจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่เดือนธันวาคม 2532 เป็นต้นไปจนถึงวันอ่านคำพิพากษานี้ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยกโจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาในศาลชั้นต้นรับรองว่า มีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2530 จำเลยได้ทำสัญญาเช่าที่ดินโจทก์ตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 95 ตำบลพระนอน อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ เนื้อที่ 31 ไร่ 10 ตารางวาเพื่อเกษตรกรรม อัตราค่าเช่าเดือนละ 2,000 บาท โดยชำระค่าเช่าเป็นรายเดือน ทุกวันที่ 13 ของเดือน สัญญาเช่ามีกำหนด 20 ปีตามสัญญาเช่าและสัญญาต่อท้ายสัญญาเช่า เอกสารหมาย จ.2 และจ.3และหลังจากจำเลยทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจากโจทก์แล้ว จำเลยได้ปลูกสร้างอาคารคอกโค กระบือ ในที่ดินทำเป็นตลาดนัดซื้อขายแลกเปลี่ยนโคกระบือตามภาพถ่ายหมาย จ.4 (รวม 9 ภาพ) มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าที่ทำกับจำเลยดังกล่าวหรือไม่ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมิได้ปลูกพืชไร่ในที่ดินพิพาท

เมื่อฟังว่าจำเลยมิได้เพาะปลูกข้าวหรือพืชไร่ในที่ดินพิพาทที่เช่าจากโจทก์ แม้ตามสัญญาเช่าเอกสารหมาย จ.2 ที่โจทก์ทำกับจำเลยมีคำว่าเช่าเพื่อ "ทำการเกษตร" และโจทก์เองก็เบิกความว่า ในตอนทำสัญญาตกลงว่าจำเลยเช่าเพื่อปลูกข้าวโพด ข้าวฟ่างทำการเกษตร แต่จำเลยเช่าแล้วได้ใช้ทำเป็นตลาดนัดสำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยนโคกระบือ ไม่เคยเพาะปลูกข้าวหรือพืชไร่ในที่ดินพิพาทเลย จะถือว่าจำเลยเป็นผู้เช่านาและได้ทำนาในที่ดินพิพาทตามพระราชบัญญัติ การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 มาตรา 5, 21หาได้ไม่ จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 31แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว สัญญาเช่าที่ดินพิพาทที่โจทก์ทำกับจำเลยจึงเป็นการเช่าที่ต้องบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ข้อเท็จจริงได้ความตามที่โจทก์นำสืบต่อไปว่า

จำเลยชำระค่าเช่าครั้งสุดท้ายวันที่ 13 พฤศจิกายน 2532แล้วไม่ชำระให้โจทก์อีกเลย จำเลยค้างชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือนธันวาคม 2533 เป็นต้นมา เมื่อเดือนมีนาคมและมิถุนายน 2533 โจทก์มอบให้ทนายความมีหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.6 ถึง จ.9 จำเลยเพิกเฉย ที่จำเลยนำเงินไปวางที่สำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์ ภูมิภาคที่ 6 ตามเอกสารหมาย ล.2และ ล.3 ก็เป็นเวลาที่ล่วงเลยกำหนดเวลาตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามให้ชำระหนี้ตามเอกสารหมาย จ.6 และ จ.8 ของโจทก์แล้วจำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินพิพาทที่ทำกับจำเลย และปรากฏข้อความตามหนังสือบอกกล่าวทวงถามเอกสารหมาย จ.8 มีข้อความกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือว่าหนังสือบอกกล่าวเป็นการแสดงเจตนาเลิกสัญญาต่อจำเลย

สัญญาเช่าที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยจึงเป็นอันเลิกกัน จำเลยจึงต้องขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทและใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยว่า จำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 นั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ · จองทรัพย์ เที่ยงธรรม · สมมาตร พรหมานุกูล
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3749/2534

ตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ นั้น กฎหมายประสงค์ให้ความคุ้มครองถึงผู้เช่าช่วงโดยได้รับความยินยอมจากผู้ให้เช่าด้วย นายท.บิดานาย ป.เช่าที่ดินพิพาทเนื้อที่ถึง298 ไร่ จากนาง จ. มารดาโจทก์มา…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2549 (เลขอ้างอิง 266524)

จำเลยที่ 19 ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินพิพาทจาก ส. แต่ขณะนั้น ส. เป็นเพียงผู้จะซื้อที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 1 (ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ในสำนวนหลัง) โดยสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทระหว่าง ส. กับโจทก์ที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7745/2543

สภาพของที่ดินพิพาทมีไม้ยืนต้นปลูกอยู่เต็มพื้นที่ ลักษณะของการปลูกต้นไม้ในที่ดินพิพาทเป็นการปลูกไม้ยืนต้นเป็นหลักที่ว่างระหว่างไม้ยืนต้นซึ่งใช้ปลูกพืชสวนครัวเป็นส่วนประกอบไปด้วยตามสภาพของที่ว่าง เช่นนี…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3446/2540

ที่ดินส่วนที่ ช.ผู้เช่านาปลูกโรงเรือนมีเนื้อที่ประมาณ 40ตารางวา เป็นส่วนหนึ่งของที่ดินทั้งแปลงที่มีเนื้อที่ 19 ไร่ 25 ตารางวาที่ ช.เช่าทำนา แม้ ช.ถมดินในการปลูกโรงเรือนและปลูกต้นไม้บางต้น แต่ที่ดินที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2993/2532

คู่ความท้ากันว่า ถ้าจำเลยไม่ได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2524 จำเลยยอมแพ้ข้อต่อสู้อื่น ๆ จำเลยสละทั้งหมดถ้าจำเลยได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติดังกล่าว โจทก์ยอ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้