Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7086/2539

พ.ศ. 2539 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่1ชำระหนี้และบังคับจำนองโดยอ้างว่าจำเลยที่1ผิดสัญญาวงเงินสินเชื่อและสัญญาจำนองเพราะไม่ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่1ออกให้แก่โจทก์ตามที่กำหนดไว้ในข้อสัญญาดังกล่าวจำเลยที่1ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายโดยอ้างว่าโจทก์ได้ให้สัญญาว่าจะให้จำเลยที่1กู้เงินเพื่อพัฒนาที่ดินและก่อสร้างอาคารต่อเนื่องเพิ่มเติมอีกแล้วโจทก์ไม่ยอมให้จำเลยที่1กู้เงินตามข้อตกลงเป็นการผิดสัญญาทำให้จำเลยที่1เสียหายดังนี้ฟ้องแย้งของจำเลยที่1เป็นคนละเรื่องกับที่โจทก์ฟ้องจึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมเป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา177วรรคสาม

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาวงเงินสินเชื่อกับโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้จดทะเบียนจำนองที่ดิน น.ส.3 ก. เลขที่ 200, 203,204, 205 และ 206 และที่ดิน น.ส.3 เลขที่ 60 พร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 6 แปลงซึ่งตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลโคกกลอย อำเภอตะกั่วทุ่งจังหวัดพังงา ให้ไว้แก่โจทก์ในวงเงิน 40,000,000 บาท จำเลยที่ 2และที่ 3 ทำสัญญาค้ำประกันผูกพันตนเพื่อชำระหนี้ของจำเลยที่ 1ในต้นเงิน 40,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่จำเลยที่ 1ต้องรับผิดต่อโจทก์ โดยยอมรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1 อย่างลูกหนี้ร่วมหลังจากนั้นจำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์อาวัลตั๋วเงินรวมทั้งออกตั๋วสัญญาใช้เงินมาขายลดหรือแลกเงินสดตามสัญญาวงเงินสินเชื่อจากโจทก์และออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่ชำระหนี้แทนตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับเดิมให้แก่โจทก์เรื่อยมา

คำนวณถึงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2536จำเลยที่ 1 มีหนี้ค้างชำระตามตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับเดิมและตามสัญญาวงเงินสินเชื่อเป็นเงินต้น 40,000,000 บาท จำเลยที่ 1ได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินเลขที่ ดี.32424 สั่งจ่ายเงิน 40,000,000 บาทกำหนดชำระในวันที่ 25 กรกฎาคม 2536 ให้แก่โจทก์ โดยตกลงจะชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีตามที่ระบุไว้ในตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นรายเดือนทุกเดือน หากผิดนัดชำระดอกเบี้ยเดือนใดเดือนหนึ่งถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระดอกเบี้ยตามตั๋วสัญญาใช้เงินเรื่อยมาจนกระทั้งตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดชำระจำเลยที่ 1 ก็ผิดนัดไม่ชำระหนี้เงินต้นตามตั๋วสัญญาใช้เงินแก่โจทก์เพียงแต่ชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์จนถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2536 เท่านั้น

โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวบังคับจำนอง และมีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยที่ 2 และที่ 3ชำระหนี้ แต่จำเลยทั้งสามเพิกเฉย โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ21 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2536 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา11 เดือน 20 วัน เป็นเงิน 8,146,849.33 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 48,146,849.33 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 48,146,849.33 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 21 ต่อปี ของต้นเงิน 40,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ หากไม่ชำระให้ยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่จำนองออกขายทอดตลาดเอาเงินชำระหนี้แก่โจทก์หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดชำระหนี้จนครบจำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า

โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในการดำเนินธุรกิจของจำเลยที่ 1 นั้น โจทก์ตกลงให้จำเลยที่ 1กู้เงินในลักษณะการขายลดตั๋วเงินและอาวัลตั๋วเงิน โดยในชั้นแรกโจทก์ให้จำเลยที่ 1 กู้เงินเพื่อนำเงินมาชำระค่าที่ดินบางส่วนเป็นเงิน 40,000,000 บาท โดยค่าที่ดินในส่วนที่เกินกว่านี้จำเลยที่ 1 จะเป็นผู้จัดหาเอง สำหรับการให้กู้เงินอีกส่วนหนึ่งนั้นโจทก์จะให้จำเลยที่ 1 กู้เพื่อนำมาพัฒนาที่ดินจัดทำสาธารณูปโภคต่าง ๆ รวมทั้งการตัดถนนทางเดินเท้าและที่จอดรถปรับปรุงสถานที่ตลอดจนค่าก่อสร้าง ค่าบริหารโครงการค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนเงินกู้จำนวน 40,000,000 บาทดังกล่าวนั้นไม่ได้กำหนดระยะเวลาชำระคืน จำเลยที่ 1 จะชำระเพียงดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี แก่โจทก์

ส่วนต้นเงินเมื่อถึงกำหนดตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำเลยที่ 1 จะออกตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับใหม่ให้แก่โจทก์เรื่อยไปจนกว่าจำเลยที่ 1 จะขายทรัพย์สินในโครงการได้ จึงจะชำระต้นเงินให้โจทก์ แต่โจทก์ผิดสัญญาไม่ให้จำเลยที่ 1 กู้เงินอีก 30,000,000 บาท เพื่อพัฒนาโครงการหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจึงยังไม่ถึงกำหนดชำระ โจทก์ไม่สามารถฟ้องเรียกเงินดังกล่าวคืนได้ ต่อมาจำเลยที่ 1 ขอกู้เงินเป็นทุนหมุนเวียนและปรับปรุงสาธารณูปโภคเพิ่มอีก 46,000,000 บาทโจทก์แจ้งว่าจะพิจารณาอนุมัติ จำเลยที่ 1 พัฒนาปรับปรุงที่ดินจนกระทั่งโจทก์ฟ้องคดีนี้ การบอกกล่าวบังคับจำนองไม่ชอบ การที่โจทก์ผิดสัญญาไม่ให้จำเลยกู้เงินเพิ่มนั้น ทำให้จำเลยที่ 1 ได้รับความเสียหายโดยขาดกำไรสุทธิ 163,842,042 บาท

ขอให้ยกฟ้องและบังคับให้โจทก์ชำระค่าเสียหาย 163,842,042 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1ศาลชั้นต้นสั่งรับเฉพาะคำให้การของจำเลยที่ 1 สำเนาให้โจทก์ ส่วนฟ้องแย้งนั้นไม่เกี่ยวกับฟ้องเดิมจึงไม่รับจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1ว่า ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับฟ้องเดิมอันจะรับไว้พิจารณาได้หรือไม่ เห็นว่าโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระหนี้และบังคับจำนองโดยอ้างว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญาวงเงินวงเงินสินเชื่อและสัญญาจำนองเพราะไม่ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่จำเลยที่ 1ออกให้แก่โจทก์ตามที่กำหนดไว้ในข้อสัญญาดังกล่าว จำเลยที่ 1ฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ใช้ค่าเสียหายโดยอ้างว่าโจทก์ได้ให้สัญญาว่าจะให้จำเลยที่ 1 กู้เงินเพื่อพัฒนาที่ดินและก่อสร้างอาคารต่อเนื่องเพิ่มเติมอีก แล้วโจทก์ไม่ยอมให้จำเลยที่ 1 กู้เงินตามข้อตกลงเป็นการผิดสัญญา ทำให้จำเลยที่ 1 เสียหาย ดังนี้ฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เป็นคนละเรื่องกับที่โจทก์ฟ้อง จึงไม่เกี่ยวกับคำฟ้องเดิมเป็นฟ้องแย้งที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสามที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ไม่รับฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 นั้นชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
บุญธรรม อยู่พุก · ปรีชา เฉลิมวณิชย์ · อำนวย สุขพรหม
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5660/2567

คำให้การว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความนั้น ป.วิ.พ. มาตรา 177 มิได้บังคับว่าต้องระบุอ้างมาตราในกฎหมายด้วย แม้จำเลยทั้งสองระบุเลขมาตรา 193/33 (3) แต่เป็นกรณีตามมาตรา 193/33 (5) ก็เป็นเพียงการอ้างอนุมาตราผิดซึ่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4837/2567

สภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาตามคำฟ้องโจทก์ คือ โจทก์เป็นภริยาที่ชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ผู้ตายโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์นั่งส่วนบุคคลทั้งสองคันซึ่งเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับผู้ตายให้แก่จำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1589/2567

ตามคำให้การของจำเลยที่ 2 ที่ให้การว่า เดิมที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 2 คัดค้านเป็นของ พ. ที่ขายให้จำเลยที่ 1 และ อ. โดยมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แล้วบุคคลทั้งสองยกให้จำเลยที่ 2 จำ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 900/2567

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินและบ้านพิพาท อนุญาตให้จำเลยอยู่อาศัยในที่ดินและบ้านพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทน ต่อมาโจทก์แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท แต่จำเลยเพิกเฉย จำเล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 450/2567

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินรวม 7 โฉนด เนื่องจากจำเลยปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินตามสัญญาแปลงหนึ่งว่าไม่ได้อยู่ระหว่างการถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ทั้งที่จำเลยยังมีคดีพิพาทกับเจ้าของที่ดิน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้