คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรได้ประกาศโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๒(๒) (๔) (๕) (๖) แห่งพระราชบัญญติการประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ กำหนดฤดูปลาน้ำจืดมีไข่และกำหนดชนิดและวิธีใช้เครื่องมือทำการประมงเพื่อสงวนพันธุ์ปลาน้ำจืด ห้ามมิให้ผู้ใดใช้โพงพางเป็นเครื่องมือทำการประมงในน่านน้ำจืดในท้องที่ทุกจังหวัดโดยเด็ดขาด ตั้งแต่ ๑๖ พฤษภาคม ถึง ๑๕ กันยายน ของทุกปี ตามสำเนาประกาศท้ายฟ้อง เมื่อวันที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๐๓ จำเลยบังอาจใช้ถุงโพงพางทำการประมงจังสัตว์น้ำในลำน้ำท่าจีน อันเป็นน่านน้ำจืดฝ่าฝืนประกาศดังกล่าว เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมถุงโพงพาง ๒ ถุง ไม้กระจิ้ว ๔ อัน เรือ ๑ ลำ ซึ่งเป็นเครื่องมือใช้ทำการประมง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญาติการประมงพ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา๓๒,๖๕,๖๙,๗๐ พระราชบัญญัติการประมง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๖ มาตรา ๑๐ ริบของกลางด้วย
จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลขั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยผิดพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๓๒,๖๕ ปรับ ๑๐๐ บาท ของกลางริบ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า พระราชบัญญัติการประมง พ.ศง ๒๔๙๐ มาตรา ๓๒(๒) ให้อำนาจรัฐมนตรีประกาศกำหนดมิให้ใช้เครื่องมือทำการประมงอย่างหนึ่งอย่างใดในที่จับสัตว์น้ำโดยเด็ดขาด โพงพางของจำเลยจึงมิใช่เครื่องมือที่ห้ามเด็ดขาด การจะริบหรือไม่จึงต้องใช้มาตรา ๖๙ เห็นว่าของกลางยังไม่ควรริบ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๐๕/๒๔๙๔ พิพากษาแก้ ไม่ริบของกลาง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกาขอให้ริบของกลาง ศาลฎีกาประชุมใหญ่แล้ว เห็นว่า ประกาศกระทรวงเกษตรเรื่องกำหนดฤดูปลามีไข่และกำหนดชนิดและวิธีใช้เครื่องมือทำการประมงท้ายฟ้องนั้น ได้ประกาศโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.๒๔๙๐ มาตรา ๓๒(๕) ซึ่งบัญญัติว่า "กำหนดฤดูปลามีไข่และวางไข่เลี้ยงลูก กำหนดเครื่องมือที่ให้ใช้และกำหนดวิธีทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำใด ๆ ในฤดูดังกล่าว" ดังนั้น เมื่อได้กำหนดเครื่องมือทำการประมงที่ให้ใช้ไว้ในประกาศแล้ว เครื่องมือทำการประมงอย่างอื่นเป็นเครื่องมือที่ต้องห้ามตามประกาศฉบับนี้ แต่มิใช่เป็นเครื่องมือที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำโดยเด็ดขาด ตามมาตรา ๓๒(๒) และมาตรา ๗๐ เพราะเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามใช้ตามประกาศท้ายฟ้อง
เพียงแต่ห้ามในฤดูปลามีไข่ ระหว่างวันที่กำหนดไว้เท่านั้น เมื่อพ้นฤดูปลามีไข่แล้วก็มิได้ห้ามใช้ จึงไม่เป็นเครื่องมือที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำโดยเด็ดขาด แม้ประกาศท้ายฟ้องจะใช้ถ้อยคำว่า "โดยเด็ดขาด" ไว้ด้วย ก็หาทำให้กลายเป็นเครื่องมือตามมาตรา ๓๒(๒) ไม่ เพราะเครื่องมือตามมาตรา ๓๒(๒) นี้ จะต้องกำหนดลักษณะของเครื่องมือห้ามใช้ทำการประมง จึงต้อริบตามมาตรา ๗๐ ส่วนเครื่องมือที่ใช้โดยฝ่าฝืนบทบัญญัติอื่น ๆ นั้น อยู่ในบังคับแห่งมาตรา ๖๙ ซึ่งศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจริบหรือไม่ริบก็ได้ เว้นแต่กรณีกระทำผิดในที่รักษาพืชพันธุ์เท่านั้นจึงต้องริบ เครื่องมือทำากรประมงที่จำเลยใช้ ไม่ใช่เครื่องมือที่ห้ามใช้เด็ดขาด จึงอยู่ในดุลพินิจของศาล หาใช่เป็นเครื่องมือที่บังคับให้ริบตามมาตรา ๗๐ แห่งพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.๒๔๙๐ ดังโจทก์ฎีกาไม่ เมื่ออยู่ในดุลพินิจของศาลที่จะสั่งริบหรือไม่
โจทก์ฎีกาของให้ริบไม่ได้ เพราะคดีนี้ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน ยกฎีกาโจทก์.