คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง กำแพงรั้วและบ้านของจำเลยที่ปลูกรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องและให้ใช้ค่าเสียหายจำเลยให้การต่อสู้ว่ามิได้บุกรุกที่ดินของโจทก์ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างกำแพงรั้วและบ้านของจำเลยที่ปลูกรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์กับให้ใช้ค่าเสียหายจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัย ที่โจทก์ฎีกาเป็นข้อกฎหมายบทในประเด็นที่ว่าจำเลยบุกรุกที่ดินโจทก์หรือไม่นั้น ตามอุทธรณ์ของจำเลยจำเลยยอมรับอยู่ว่าโรงเรือนและรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์แต่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า คดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดโดยบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านและรั้วรุกล้ำในที่ดินของโจทก์จึงเป็นการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเกินกว่าอุทธรณ์ของจำเลยนั้นเห็นว่า ประเด็นที่ตั้งไว้ก็คือจำเลยบุกรุกที่ดินโจทก์หรือไม่ซึ่งศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยบุกรุก
คำพิพากษาศาลล่าง
จำเลยอุทธรณ์ว่าจำเลยไม่ได้ปลูกสร้างโรงเรือนและรั้วรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์เพราะจำเลยซื้อที่ดินจากนางเฉลา ก่อนที่ นางเฉลาจะยกที่ดินส่วนที่เหลือแก่โจทก์ถึง 5 ปี หากฟังว่ารุกล้ำ ก็มิได้เกิดจากการที่จำเลยไม่สุจริตดังศาลชั้นต้นวินิจฉัย ส่วนข้อความที่จำเลยกล่าวถึงการจัดทำแผนที่วิวาทตามเอกสารหมาย จ.26 ว่า โรงเรือนรั้วของจำเลยรุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์ 4 ตารางวา มิใช่กรณีที่จำเลยกล่าวยอมรับข้อเท็จจริงดังที่โจทก์ฎีกา แต่เป็นกรณีที่จำเลยกล่าวถึงข้อที่ศาลชั้นต้นอ้างไว้ในคำพิพากษาเท่านั้นจะฟังว่าจำเลยยอมรับหาได้ไม่ คดียังคงมีปัญหาอยู่ว่าจำเลยบุกรุกที่ดินของโจทก์หรือไม่เช่นเดิม การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยในประเด็นนี้ว่าคดีฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำละเมิดโดยบุกรุกเข้าไปปลูกสร้างบ้านและรั้วรุกล้ำที่ดินของโจทก์ จึงไม่เป็นการวินิจฉัยเกินกว่าอุทธรณ์ของจำเลย ข้ออ้างของโจทก์ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน