Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7353/2560

พ.ศ. 2560 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลชั้นต้นดำเนินการประเมินราคาสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทและอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวตามคำสั่งศาลฎีกาว่า สิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมีมูลค่า 1,218,982.33 บาท ส่วนอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าว หักค่าเสื่อมราคาแล้วมีมูลค่า 204,624 บาท โดยคู่ความมิได้คัดค้านราคาประเมินดังกล่าว คดีนี้จึงมีทุนทรัพย์ที่ฟ้องเกินกว่า 300,000 บาท อันทำให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นต้องสั่งไม่รับฟ้อง ดังนั้นการพิจารณาคดีนี้ตั้งแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องจนถึงคดีเสร็จการพิจารณาและพิพากษาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่ 1 ที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้ อีกทั้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ตามมาก็ไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม) เห็นสมควรให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมดตั้งแต่ชั้นรับฟ้องเป็นต้นไป

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.วิ.พ. มาตรา 142 ป.วิ.พ. มาตรา 246 ป.วิ.พ. มาตรา 247 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 25

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสอง 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะดำเนินการโอนสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทคือที่ดินราชพัสดุตามทะเบียนราชพัสดุที่ อด.2513 โฉนดเลขที่ น.ส.ล.15247 ตำบลศรีสุทโธ อำเภอบ้านดุง จังหวัดอุดรธานี เนื้อที่ 25 ตารางวา คืนให้แก่โจทก์ที่ 1 หากจำเลยไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท และห้ามจำเลยขอศาลออกหมายเรียกหรือหมายจับโจทก์ทั้งสองพร้อมบริวารซึ่งอาศัยทำกินในที่ดินพิพาทในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 2099/2549 ของศาลจังหวัดอุดรธานีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ที่ 2 ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะโจทก์ที่ 2 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ให้โจทก์ที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์ที่ 2 กับจำเลยและค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ประเด็นข้อพิพาทมีว่าโจทก์ที่ 1 มีสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทและอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวหรือไม่ และค่าเสียหายมีเพียงใด สิทธิการเช่าที่ดินพิพาทและอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวจึงเป็นประเด็นหลักของคดี เป็นทรัพย์สินที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยต่างโต้เถียงกันว่ามีสิทธิการเช่า และอาจมีราคาที่คำนวณเป็นเงินได้จำนวนมาก เพราะสามารถใช้เป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินเป็นจำนวนเงินนับล้านบาทได้ และคิดค่าเสียหายจากการไม่จดทะเบียนโอนคืนให้โจทก์ที่ 1 เป็นเงินนับแสนบาท แต่ศาลชั้นต้นมิได้เรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามราคาทุนทรัพย์ของสิทธิการเช่าและอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินนั้น คงเรียกเก็บเฉพาะราคาทุนทรัพย์ในส่วนค่าเสียหาย 300,000 บาท

เท่านั้น จึงคืนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินการประเมินราคาสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทและอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวแล้วเรียกเก็บค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาให้ครบถ้วนเสียก่อน เสร็จแล้วให้ส่งสำนวนคืนศาลฎีกาโดยเร็ว ศาลชั้นต้นมีหนังสือถึงสำนักงานธนารักษ์พื้นที่อุดรธานีให้ประเมินราคาสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทและอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวตามที่โจทก์ที่ 1 และจำเลยแถลงขอต่อศาล สำนักงานธนารักษ์พื้นที่อุดรธานีประเมินราคาแล้วมีหนังสือแจ้งว่า สิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมีมูลค่า 1,218,982.33 บาท ส่วนอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวหักค่าเสื่อมราคาแล้วมีมูลค่า 204,624 บาท ศาลชั้นต้นแจ้งการประเมินราคาดังกล่าวให้โจทก์ที่ 1 และจำเลยทราบแล้วในวันนัดพร้อม

ไม่มีผู้ใดคัดค้าน ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่ขาดภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2558 วันที่ 26 พฤษภาคม 2558 โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องว่า เมื่อรวมทุนทรัพย์หลังจากมีการประเมินราคาสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทและอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวกับค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องแล้ว จะมีทุนทรัพย์สูงถึง 1,723,606.33 บาท เกินอำนาจของศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงที่มีผู้พิพากษาเพียงคนเดียวพิจารณาพิพากษาคดีนี้ ขัดต่อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาชอบที่จะมีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลล่างทั้งสอง ยกคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสอง ให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ คืนค่าขึ้นศาลและค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ที่ 1 วางต่อศาลให้แก่โจทก์ที่ 1 ตามที่ศาลฎีกาจะเห็นสมควร เพื่อให้โจทก์ที่ 1 ไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวมสำนวนส่งศาลฎีกาเพื่อพิจารณา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่ศาลชั้นต้นดำเนินการประเมินราคาสิทธิการเช่าที่ดินพิพาทและอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวตามคำสั่งศาลฎีกาว่า สิทธิการเช่าที่ดินพิพาทมีมูลค่า 1,218,982.33 บาท ส่วนอาคารซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินดังกล่าวหักค่าเสื่อมราคาแล้วมีมูลค่า 204,624 บาท โดยคู่ความมิได้คัดค้านราคาประเมินดังกล่าว คดีนี้จึงมีทุนทรัพย์ที่ฟ้องเกินกว่า 300,000 บาท อันทำให้ศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 17 ประกอบมาตรา 25 (4) ศาลชั้นต้นต้องสั่งไม่รับฟ้อง ดังนั้นการพิจารณาคดีนี้ตั้งแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำฟ้องจนถึงคดีเสร็จการพิจารณาและพิพากษาจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่ 1 ที่จะอุทธรณ์ฎีกาได้

อีกทั้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่ตามมาก็ไม่ชอบเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 (เดิม) เห็นสมควรให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมดตั้งแต่ชั้นรับฟ้องเป็นต้นไป

ผลคำพิพากษา

พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 พร้อมทั้งเพิกถอนคำสั่งรับฟ้องของศาลชั้นต้นเป็นไม่รับฟ้องโจทก์ทั้งสองและเพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากนั้นทั้งหมด ยกอุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ที่ 1 คืนค่าขึ้นศาลชั้นต้นให้แก่โจทก์ทั้งสอง คืนค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกา ให้แก่โจทก์ที่ 1 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมอื่นทั้งสามศาลให้เป็นพับ แต่ไม่ตัดสิทธิโจทก์ทั้งสองที่จะยื่นฟ้องคดีใหม่ต่อศาลที่มีอำนาจต่อไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ชาติชาย กริชชาญชัย · ทวี ประจวบลาภ · พิสุทธิ์ ศรีขจร
ศาลล่าง
ศาลแขวงอุดรธานี - นายวิจิตร มุละดา
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 - นายสันทัด สุจริต
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.1913/2558
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
พ822/2551
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
พ3825/2551
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1675/2546

โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้าย พ.ร.บ. ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477 ซึ่งเป็นพระธรรมนูญศาลยุติธรรมที่ใช้บังคับในขณะนั้น มาตรา 22 กำหนดให้ใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5052/2562

คำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดถือว่าเป็นคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และการพิจารณาพิพากษาตามคำวินิจฉัยของ คชก. จังหวัดให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยอนุญาโตตุลาการ ศาลจึงมีอำนาจทำคำสั่งปฏิเสธการขอบังคับตามคำชี้ขาด…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7018/2561

มาตรา 32 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยกฟ้องผู้ต้องหาหรือจำเลยรายใด ให้ก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2328/2561

ที่ดินพิพาทที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่กล่าวอ้างว่าตนมีสิทธิครอบครองเป็นที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมยังไม่ได้ออกเอกสารสิทธิ (ส.ป.ก. 4 - 01) ให้แก่ผู้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2127/2561

เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโดยให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากจำเลยยังไม่ได้กระทำการใดที่เป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์ไม่อุทธรณ์ ฟ้องแย้งของจำเลยย่อมต้องตกไปด้วย เพราะไม่มี…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้