Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7927/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบผู้คัดค้านมีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพเท่านั้น ขณะทำงานก็ได้รับค่าจ้างเป็นรายวันวันละ 157 บาทเมื่อลาออกจากงานแล้วก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่าบริษัทเลิกกิจการและได้จ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ผู้คัดค้าน หลังออกจากงานแล้วผู้คัดค้านประกอบอาชีพค้าขายไส้กรอกและแหนมย่างมีรายได้พอใช้จ่ายประจำวันโดยมีกำไรวันละประมาณ 500 บาท กับมีรายได้พิเศษจากการไปช่วยขายของให้พี่สาวอีกเล็กน้อยเท่านั้น แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านแล้วพบว่ามีการนำเงินสดเข้าฝากถอนในบัญชีรวม11 ครั้ง และในการฝากแต่ละครั้งเป็นจำนวนเงินหลายหมื่นบาท ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับวันที่ผู้คัดค้านกับ ส. ถูกจับกุมในข้อหาฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย กรณีจึงเป็นที่เห็นชัดเจนว่าบัญชีเงินฝากของผู้คัดค้านมีการเคลื่อนไหวในลักษณะที่ผิดปกติและมีจำนวนเงินสูงกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพโดยสุจริตของผู้คัดค้าน เป็นทรัพย์สินที่มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริต ดังนั้น จึงเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่พึงริบเสียได้

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พ.ศ.2519 มาตรา 30

เนื้อความคำพิพากษา

คดีนี้สืบเนื่องมาจากเจ้าพนักงานตำรวจกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติดได้จับกุมนางวันเพ็ญ พูลสวัสดิ์ กับผู้คัดค้านที่ 1และนายสุภาพ น้ำแก้ว พร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 6,520 เม็ด น้ำหนัก 594 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 126.4 กรัม กับธนบัตรรวมเป็นเงิน 51,500 บาทที่ตรวจค้นพบในห้องพักของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นของกลาง ต่อมาผู้ร้องเป็นโจทก์ฟ้องนางวันเพ็ญกับผู้คัดค้านที่ 1 และนายสุภาพเป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้นในข้อหาฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และเฉพาะนายสุภาพยังฟ้องในข้อหาฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองและฐานเสพเฮโรอีนอีกด้วย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ

พ.ศ. 2522 ตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 10377/2542 และเนื่องจากมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 กับนายสุภาพเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีการตรวจสอบทรัพย์สินของบุคคลทั้งสองดังกล่าว ต่อมาคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินมีคำวินิจฉัยว่าทรัพย์สินของผู้คัดค้านที่ 1 คือเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน เลขที่บัญชี 025-2-41503-3 ชื่อบัญชีนางกัญญารัตน์ น้ำแก้ว และเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประชานิเวศน์เลขที่บัญชี 097-1-05494-0 ชื่อบัญชีนางกัญญารัตน์ น้ำแก้ว กับทรัพย์สินของนายสุภาพ คือธนบัตรรวมเป็นเงิน 51,500 บาท ของกลางเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดของบุคคลทั้งสองดังกล่าว จึงมีคำสั่งให้อายัดและยึดทรัพย์สินดังกล่าวและให้ผู้ร้องยื่นคำร้องเป็นคดีนี้

ขอให้ศาลมีคำสั่งริบทรัพย์สินดังกล่าวให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534มาตรา 3, 15, 22, 27, 29, 31พนักงานเจ้าหน้าที่ประกาศคำร้องในหนังสือพิมพ์รายวันที่มีจำหน่ายแพร่หลายในท้องถิ่นติดต่อกันสองวันเพื่อให้บุคคลซึ่งอาจอ้างว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ขอให้ศาลมีคำสั่งริบมายื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนคดีถึงที่สุดอีกทั้งยังได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้คัดค้านที่ 1 กับนายสุภาพทราบประกาศดังกล่าวโดยทางไปรษณีย์ตอบรับด้วยผู้คัดค้านทั้งสองยื่นคำคัดค้านว่า เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทั้งสองบัญชีดังกล่าวเป็นเงินของผู้คัดค้านที่ 1 ที่ได้มาโดยสุจริต

ส่วนธนบัตรรวมเป็นเงิน 51,500 บาท ของกลางเป็นเงินของผู้คัดค้านที่ 2 ทรัพย์สินดังกล่าวจึงมิใช่เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ศาลจะมีคำสั่งให้ริบ ขอให้ยกคำร้องศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ริบเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน เลขที่บัญชี 025-2-41503-3ชื่อบัญชีนางกัญญารัตน์ น้ำแก้ว และเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประชานิเวศน์ เลขที่บัญชี097-1-05494-0 ชื่อบัญชีนางกัญญารัตน์ น้ำแก้ว ให้ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด คำขออื่นให้ยกผู้คัดค้านที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"...คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ว่า เงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารศรีนครจำกัด (มหาชน) สาขาบางเขน และเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประชานิเวศน์ ของผู้คัดค้านที่ 1เป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือไม่ซึ่งในข้อนี้ผู้คัดค้านที่ 1 ฎีกาอ้างว่า จำนวนเงินในบัญชีเงินฝากทั้งสองบัญชีของตนมีไม่มาก ผู้คัดค้านที่ 1 มีความสามารถที่จะมีเงินสะสมจำนวนดังกล่าวได้ ไม่ถือว่าเกินกว่าฐานะของผู้คัดค้านที่ 1 โดยเงินบางส่วนได้มาจากบริษัทโรงงานอุตสาหกรรมผ้าห่มไทย จำกัดจ่ายให้ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นค่าชดเชยในฐานะลูกจ้างเนื่องจากบริษัทดังกล่าวเลิกกิจการ

เงินอีกบางส่วนเป็นเงินสะสมตลอดระยะเวลาในการทำงานหลายสิบปี และเงินอีกบางส่วนเป็นของนางวันเพ็ญพี่สาวผู้คัดค้านที่ 1นำมาฝากไว้เพื่อออกเงินกู้ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความตามทางนำสืบของผู้ร้องว่า ผู้คัดค้านที่ 1 เป็นผู้ที่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพเท่านั้นขณะทำงานอยู่ที่บริษัทโรงงานอุตสาหกรรมผ้าห่มไทย จำกัด ก็ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน วันละ 157 บาท และได้ลาออกจากงานเมื่อวันที่ 26กุมภาพันธ์ 2540 แต่ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย ล.8 ไม่มีข้อความระบุไว้ชัดแจ้งว่า บริษัทเลิกกิจการและได้จ่ายเงินค่าชดเชยให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 ทั้งพยานหลักฐานที่จะสนับสนุนคำกล่าวอ้างของผู้คัดค้านที่ 1 ว่าผู้คัดค้านที่ 1 ได้รับเงินค่าชดเชยมาเมื่อใด เป็นจำนวนเงินเท่าใดก็ไม่ปรากฏข้อกล่าวอ้างของผู้คัดค้านที่ 1 จึงเป็นการกล่าวอ้างที่เลื่อนลอยและข้อเท็จจริงตามทางพิจารณายังได้ความต่อไปอีกว่า

หลังจากผู้คัดค้านที่ 1 ลาออกจากงานที่บริษัทดังกล่าวแล้ว ผู้คัดค้านที่ 1 ประกอบอาชีพค้าขายไส้กรอกกับแหนมย่างมีรายได้พอใช้จ่ายประจำวันโดยมีกำไรวันละประมาณ 500 บาท กับมีรายได้พิเศษจากการไปช่วยขายของให้พี่สาวอีกเล็กน้อยเท่านั้น จากข้อเท็จจริงที่ได้ความดังกล่าวเมื่อนำไปพิจารณาเปรียบเทียบกับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ ธนาคารศรีนคร จำกัด (มหาชน)สาขาบางเขน ซึ่งปรากฏว่ามีการนำเงินสดเข้าฝากหลังจากเปิดบัญชีแล้วเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2540 อีกจำนวน 20,000 บาท และวันที่ 11มิถุนายน 2540 อีกจำนวน 20,000 บาท เช่นกัน แต่เงินฝากดังกล่าวก็ถูกถอนออกไปหมดแล้วและเริ่มนำเข้าฝากใหม่ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม2541 ถึงวันที่ 11 มิถุนายน 2542 ซึ่งเป็นวันที่ใกล้เคียงกับวันที่ผู้คัดค้านที่ 1กับนายสุภาพถูกจับกุมในข้อหาความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเองผู้คัดค้านที่ 1ได้นำเงินสดเข้าฝากในบัญชีรวม 11 ครั้ง และในแต่ละครั้งเป็นจำนวนเงินหลายหมื่นบาททีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนธันวาคม 2541 มีเงินฝากเข้าบัญชีรวม 3 ครั้ง

รวมเป็นเงิน 64,100 บาท ในเดือนมีนาคม 2542ก็มีเงินฝากเข้าบัญชีอีก 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 85,000 บาท และในเดือนมิถุนายน 2542 มีเงินฝากเข้าบัญชีรวม 2 ครั้ง รวมเป็นเงิน 80,000 บาทนอกจากนี้แล้วยังปรากฏว่ามีเงินฝากเข้าบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขาประชานิเวศน์ ของผู้คัดค้านที่ 1 เมื่อวันที่ 15มิถุนายน 2542 จำนวนเงิน 20,000 บาท กรณีจึงเป็นที่เห็นได้ชัดเจนว่าบัญชีเงินฝากดังกล่าวของผู้คัดค้านที่ 1 มีการเคลื่อนไหวในลักษณะที่ผิดปกติและมีจำนวนเงินสูงเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพโดยสุจริตของผู้คัดค้านที่ 1 ที่จะพึงมีได้ ส่วนข้อกล่าวอ้างของผู้คัดค้านที่ 1 ถึงการได้มาของเงินดังกล่าวนั้นก็ล้วนแต่เป็นการกล่าวอ้างลอย

ๆ ไม่มีพยานหลักฐานอื่นใดมาสนับสนุนให้น่าเชื่อถือฉะนั้น จึงเห็นว่าเงินฝากในบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ทั้งสองบัญชีดังกล่าวของผู้คัดค้านที่ 1 เป็นทรัพย์สินที่มีอยู่หรือได้มาเกินกว่าฐานะหรือความสามารถในการประกอบอาชีพหรือกิจกรรมอย่างอื่นโดยสุจริตเป็นทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่พึงริบเสียได้ที่ศาลล่างทั้งสองให้ริบเงินฝากดังกล่าวแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ไพศาล เจริญวุฒิ · วิชัย วิสิทธวงศ์ · จรูญวิทย์ ทองสอน
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1041/2546

พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯมาตรา 7 เป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดให้ผู้พยายามกระทำความผิดต้องระวางโทษเท่ากับความผิดสำเร็จ เมื่อโจทก์มิได้อ้างมาตราดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2588/2545

พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 30 วรรคสอง กำหนดให้บุคคลที่อ้างเป็นเจ้าของต้องยื่นคำร้องขอเข้ามาในคดีก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ไม่ว่าในคดีนั้นจะปรากฏตัวบ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7470/2544

ทรัพย์สินที่จะต้องริบตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 30 นั้น ต้องเป็นทรัพย์สินที่ถูกนำมาใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดหรือใช้เป็นอุปกรณ์ให้ได้รับผลใน…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8844/2543

พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดฯ มาตรา 30 วรรคสาม บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของผู้คัดค้านเป็นผู้มีหน้าที่พิสูจน์ว่าตนไม่มีโอกาสทราบหรือไม่มีเหตุอันควรสงสัยว่าจะมีการกระทำค…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5575/2538

ผู้ที่จะขอให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาพิพากษากลับหรือแก้คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ให้ริบทรัพย์ตกเป็นของกองทุนป้องกันและปราบปรามยาเสพติดตามคำขอของโจทก์ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวก…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้