Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
ปรึกษาทนายความที่ออนไลน์ตอนนี้ ทนายความทั้งหมด
คดีแพ่ง ธุรกิจ และทรัพย์สิน คดีแพ่งทั่วไปและสัญญา หนี้สิน บัตรเครดิต และบังคับคดี คดีที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ คดีละเมิดและเรียกค่าเสียหาย คดีหุ้นส่วนและบริษัท คดีธุรกิจและการค้า คดีลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า คดีล้มละลายและฟื้นฟูกิจการ คดีคุ้มครองผู้บริโภค คดีอาญา ทุจริต และฟอกเงิน คดีอาญาทั่วไป คดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบ คดี ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. คดีผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีฟอกเงินและยึดทรัพย์ คดียาเสพติด คดีเด็กและเยาวชน คดีครอบครัวและมรดก คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คนไทย) คดีหย่า อำนาจปกครองบุตร (คู่สมรสต่างประเทศ) คดีมรดก พินัยกรรม และทรัพย์สิน คดีครอบครัวและมรดก (ทั่วไป) คดีไซเบอร์และออนไลน์ คดีฉ้อโกงออนไลน์และหลอกโอนเงิน คดีหมิ่นประมาทออนไลน์และโซเชียล คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ คดีออนไลน์และเทคโนโลยี (ทั่วไป) คดีแรงงาน จราจร และปกครอง คดีแรงงานและการเลิกจ้าง คดีจราจรและอุบัติเหตุรถชน คดีปกครอง วินัยข้าราชการและรัฐวิสาหกิจ คดีเฉพาะทางและระหว่างประเทศ คดีทางการแพทย์และสาธารณสุข คดีบัญชีและภาษีอากร คดีขนส่งทางทะเลและการค้าระหว่างประเทศ คดีประกันภัยและสินไหมทดแทน คดีคนต่างด้าว วีซ่า และใบอนุญาตทำงาน
ให้แพลตฟอร์มเลือกทนายให้ สมัครเป็นทนายความ
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8156/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนบางส่วนทำให้ส่วนที่เหลือจากการเวนคืนแบ่งออกเป็น 2 ส่วน แต่ละส่วนเป็นที่ดินผืนใหญ่กว่า 20 ไร่ และ 50 ไร่สามารถใช้ประโยชน์แยกเป็นเอกเทศต่างหากจากกันได้ แต่ละส่วนมีด้านหนึ่งกว้างประมาณ 160 เมตร อยู่ติดทางคู่ขนานของทางหลวงพิเศษซึ่งสร้างขึ้นเพื่อให้เจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ติดทางคู่ขนานและประชาชนโดยทั่วไปได้ใช้ทางคู่ขนานนี้สัญจรไปมาได้สะดวกยิ่งขึ้น แม้ที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนจะอยู่ใกล้กับทางต่างระดับ แต่ก็อยู่ติดทางคู่ขนานที่เกือบเป็นทางตรง จึงสามารถเข้าสู่และออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนโดยใช้ทางคู่ขนานนี้ได้การคมนาคมเข้าสู่และออกจากที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนจะสะดวกกว่าเดิมมาก สภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนซึ่งเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจากเดิมมากเช่นนี้ย่อมทำให้ที่ดินดังกล่าวมีราคาสูงขึ้นจากเดิมมากเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากราคาประเมินฯ ที่ปรับสูงขึ้นจากเดิมมาก กล่าวคือ บางส่วนจากตารางวาละ 800 บาท เป็น 10,000 บาท บางส่วนจากตารางวาละ2,500 บาท เป็น 4,500 บาท บางส่วนจากตารางวาละ 800 บาทเป็น 1,500 บาท ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่ 17 ไร่ 3 งาน73.2 ตารางวา ส่วนที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 81 ไร่ 2 งาน94.8 ตารางวา เทียบอัตราส่วนกันแล้วประมาณ 1 ต่อ 4.5 ดังนั้นแม้หากที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาสูงขึ้นจากเดิมเล็กน้อยเพียง 1 ใน 4.5 ที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนก็จะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเสียอีกที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้โจทก์เป็นตารางวาละ 1,875 บาท โดยไม่นำเอาราคาที่สูงขึ้นของที่ดินของโจทก์ที่เหลือจากการเวนคืนมาหักออกจากเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนนับว่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์อยู่แล้ว หากเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนแก่โจทก์อีกก็จะไม่เป็นธรรมแก่สังคม โจทก์มิได้อุทธรณ์เรียกเงินค่าทดแทนอันเนื่องมาจากการขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินทำสวนส้มต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ มาตรา 25 วรรคหนึ่งการอุทธรณ์เป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดจะต้องทำก่อนคดีมาสู่ศาล ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็ไม่มีอำนาจฟ้องเมื่อโจทก์เพิ่งเรียกร้องเงินค่าทดแทนในส่วนนี้มาพร้อมกับคำฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดิน

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 มาตรา 21 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2477 มาตรา 25

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนจากการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินทำสวนส้มโจทก์ทั้งสามฟ้องว่า โจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 938เนื้อที่ 99 ไร่ 2 งาน 68 ตารางวา ถูกเวนคืนไปบางส่วน เนื้อที่ 17 ไร่ 3 งาน73.2 ตารางวา เพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอก กรุงเทพมหานคร ตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34(บางพลี) - บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (วังน้อย) คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามตารางวาละ 800 บาท โจทก์ทั้งสามเห็นว่าเป็นราคาที่ไม่เป็นธรรม เนื่องจากที่ดินบริเวณใกล้เคียงมีราคาที่ซื้อขายกันไม่ต่ำกว่าตารางวาละ10,000 บาท แต่โจทก์ทั้งสามขอเงินค่าทดแทนที่ดินเพียงตารางวาละ8,000 บาท

เพิ่มขึ้นอีกตารางวาละ 7,200 บาท เป็นเงิน 51,647,040บาท และขอเงินค่าทดแทนความเสียหายจากการขาดรายได้หรือขาดประโยชน์จากการทำสวนส้มในที่ดินที่ถูกเวนคืนซึ่งคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ยังมิได้กำหนดให้แก่โจทก์ทั้งสามเป็นเงินจำนวน6,480,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 58,127,040 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 สิงหาคม 2538 จนถึงวันฟ้องเป็นเงินดอกเบี้ยจำนวน 6,688,590.90 บาท รวมเป็นต้นเงิน และดอกเบี้ยทั้งสิ้น 64,815,630.90 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 64,815,630.90 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปีของต้นเงิน 58,127,040 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามจำเลยทั้งสองให้การว่า

คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินเหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์ทั้งสามแล้วที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนได้รับประโยชน์จากการเวนคืนทำให้มีราคาสูงขึ้นมากหากเอาราคาที่สูงขึ้นนี้หักออกจากเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 21 แล้ว จำเลยทั้งสองย่อมไม่ต้องจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ทั้งสาม จึงไม่มีเหตุที่จะต้องเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามอีกและจำเลยทั้งสองได้จ่ายเงินค่าทดแทนพืชผลไปแล้ว โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจากการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินทำสวนส้ม อัตราดอกเบี้ยเงินค่าทดแทนที่เพิ่มไม่ถึงร้อยละ 10ต่อปี

ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน 29,589,450 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลง แต่ไม่เกินร้อยละ 10 ต่อปีนับแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสามคำขอนอกจากนี้ให้ยกเสียโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่าโจทก์ทั้งสามเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 938 เนื้อที่ 99 ไร่ 2 งาน 68 ตารางวา บางส่วนของที่ดินดังกล่าวเนื้อที่ 17 ไร่ 3 งาน 73.2 ตารางวาอยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 สายถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 34 (บางพลี)

- บรรจบทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (วังน้อย) พ.ศ. 2536 ซึ่งมีผลใช้บังคับวันที่ 2พฤศจิกายน 2536 คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสามตารางวาละ 800 บาท โจทก์ทั้งสามเห็นว่าเป็นราคาที่ไม่เป็นธรรมจึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเรียกร้องเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละ 8,000 บาท รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไม่วินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนด

โจทก์ทั้งสามจึงฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดิน และเงินค่าทดแทนจากการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินทำสวนส้ม

ระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้น คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ฯ เพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์เป็นตารางวาละ1,875 บาท และโจทก์ทั้งสามได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินดังกล่าวทั้งหมดจากจำเลยทั้งสองแล้ว ต่อมาศาลชั้นต้นวินิจฉัยให้โจทก์ทั้งสามได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินเพิ่มเป็นตารางวาละ 6,000 บาท และยกฟ้องในส่วนคำขอเงินค่าทดแทนจากการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินทำสวนส้มศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามและจำเลยทั้งสองประการแรกมีว่า โจทก์ทั้งสามควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินตารางวาละเท่าใด จากรูปแผนที่และมาตราส่วนในสำเนาโฉนดที่ดินเลขที่ 938 ภาพถ่ายบัญชีราคาประเมินที่ดินแผนผังแสดงเขตที่ดินที่ขออนุมัติและจ่ายเงินค่าทดแทน กับคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 และนายชะโอด

ชีกรรแสง ประธานสภาบึงคำพร้อย ซึ่งเป็นกรรมการในคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ พยานโจทก์ทั้งสาม นายสุทธิพงษ์ภาคพิบูลย์ นายช่างโยธา 6 ของจำเลยที่ 1 ผู้สำรวจที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่ถูกเวนคืน และนายบุญธรรม เลาะไธสง หัวหน้างานนิติกรรมสำนักงานที่ดินจังหวัดปทุมธานี สาขาลำลูกกา พยานจำเลยทั้งสอง ได้ความว่าในวันที่พระราชกฤษฎีกาฯ มีผลใช้บังคับที่ดินของโจทก์ทั้งสามกว้างด้านละประมาณ 160 เมตร ยาวด้านละประมาณ 996 เมตร สภาพส่วนใหญ่เป็นสวนส้มมีร่องสวนยาวในแนวเหนือใต้ ปลายด้านกว้างทางทิศตะวันตกติดถนนลูกรังเลียบคลองซอยที่ 5 ส่วนอีกสามด้านอยู่ติดที่ดินของบุคคลอื่น ที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนเนื้อที่ 17 ไร่ 3 งาน73.2 ตารางวา

อยู่ห่างจากถนนเลียบคลองซอยที่ 5 ประมาณ 250 เมตรถึง 300 เมตร มีราคาประเมินที่ดินเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ปี 2536 ถึง ปี 2538ตารางวาละ 800 บาท ทางหลวงพิเศษหมายเลข 37 นี้ ผ่านที่ดินของโจทก์ทั้งสามจากทิศใต้ไปทางทิศเหนือแบ่งที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนออกเป็นสองส่วน ส่วนที่อยู่ทางทิศตะวันออกเนื้อที่กว่า 50 ไร่มีด้านทิศตะวันตกยาวประมาณ 160 เมตร อยู่ติดทางคู่ขนานของทางหลวงพิเศษสายนี้ อีกส่วนหนึ่งทางทิศตะวันตกเนื้อที่กว่า 20 ไร่ มีด้านกว้างแต่ละด้านกว้างประมาณ 160 เมตร โดยด้านทิศตะวันออกติดทางคู่ขนานของทางหลวงพิเศษสายนี้เช่นกัน ส่วนด้านทิศตะวันตกยังคงติดถนนเลียบคลองซอยที่ 5 ทางคู่ขนานทั้งสองข้างของทางหลวงพิเศษสายนี้ช่วงที่อยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนเกือบเป็นทางตรงหลังจากการดำเนินการเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงพิเศษสายนี้แล้วที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาประเมินที่ดินเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมปี 2539 ถึง ปี 2542 เพิ่มสูงขึ้นจากราคาประเมินที่ดินเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ปี 2536ถึง ปี 2538 โดยที่ดินที่อยู่ติดทางหลวงพิเศษหมายเลข

.37 ระยะ 40 เมตรเพิ่มจากเดิมซึ่งมีราคาประเมินฯ ตารางวาละ 800 บาท เป็นตารางวาละ10,000 บาท และที่ดินที่อยู่ติดถนนเลียบคลองซอยที่ 5 ฝั่งตะวันออกระยะ40 เมตร เพิ่มจากตารางวาละ 2,500 บาท เป็นตารางวาละ 4,500 บาทที่ดินนอกเหนือจากนั้นเพิ่มจากตารางวาละ 800 บาท เป็นตารางวาละ1,500 บาท

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนแต่ละส่วนเป็นที่ดินผืนใหญ่กว่า 20 ไร่ และ 50 ไร่ สามารถใช้ประโยชน์แยกเป็นเอกเทศต่างหากจากกันได้ แต่ละส่วนมีด้านหนึ่งกว้างประมาณ160 เมตร อยู่ติดทางคู่ขนานของทางหลวงพิเศษสายนี้ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อให้เจ้าของที่ดินซึ่งอยู่ติดทางคู่ขนานและประชาชนโดยทั่วไปได้ใช้ทางคู่ขนานนี้สัญจรไปมาได้สะดวกยิ่งขึ้น แม้ที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนจะอยู่ใกล้กับทางต่างระดับแต่ก็อยู่ติดทางคู่ขนานที่เกือบเป็นทางตรง จึงสามารถเข้าสู่และออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนโดยใช้ทางคู่ขนานนี้ได้ การคมนาคมเข้าสู่และออกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนจะสะดวกกว่าเดิมมากสภาพและที่ตั้งของที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนซึ่งเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นจากเดิมมากเช่นนี้

ย่อมทำให้ที่ดินดังกล่าวมีราคาสูงขึ้นจากเดิมมากเช่นกันดังจะเห็นได้จากราคาประเมินฯ ที่ปรับสูงขึ้นจากเดิมมากที่ดินของโจทก์ทั้งสามถูกเวนคืนเนื้อที่ 17 ไร่ 3 งาน 73.2 ตารางวาส่วนที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนเนื้อที่ 81 ไร่ 2 งาน94.8 ตารางวา เทียบอัตราส่วนกันแล้วประมาณ 1 ต่อ 4.5 ดังนั้นแม้หากที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนมีราคาสูงขึ้นจากเดิมเล็กน้อยเพียง 1 ใน 4.5 ที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนก็จะมีราคาเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่ถูกเวนคืนเสียอีก ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์ทั้งสามเป็นตารางวาละ 1,875 บาท โดยไม่นำเอาราคาที่สูงขึ้นของที่ดินของโจทก์ทั้งสามที่เหลือจากการเวนคืนมาหักออกจากเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน

นับว่าเป็นประโยชน์แก่โจทก์ทั้งสามอยู่แล้วหากเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนแก่โจทก์ทั้งสามอีกก็จะไม่เป็นธรรมแก่สังคม ที่ศาลล่างทั้งสองเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ทั้งสามเป็นตารางวาละ 6,000 บาท ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสามฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังขึ้นปัญหาตามฎีกาของโจทก์ทั้งสามประการสุดท้ายมีว่า โจทก์ทั้งสามมีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนจากการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินทำสวนส้มหรือไม่ ได้ความตามคำเบิกความของโจทก์ที่ 1 และสำเนาหนังสืออุทธรณ์เงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนฯ ของโจทก์ทั้งสามว่า โจทก์ทั้งสามมิได้อุทธรณ์เรียกเงินค่าทดแทนอันเนื่องมาจากการขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินทำสวนส้มต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมตามที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์

พ.ศ. 2530 มาตรา 25 วรรคหนึ่งบัญญัติบังคับไว้ การอุทธรณ์เป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนที่ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดจะต้องทำก่อนนำคดีมาสู่ศาล ถ้าไม่ปฏิบัติตามก็ไม่มีอำนาจฟ้อง เมื่อโจทก์ทั้งสามเพิ่งเรียกร้องเงินค่าทดแทนในส่วนนี้มาพร้อมกับคำฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนที่ดิน โจทก์ทั้งสามจึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกเงินค่าทดแทนจากการขาดประโยชน์ในการใช้ที่ดินทำสวนส้มฎีกาของโจทก์ทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้อง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุเทพ เจตนาการณ์กุล · วิชัย ชื่นชมพูนุท · อภิชาต สุขัคคานนท์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2710/2541

การกำหนดเงินค่าทดแทนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนนั้นจะต้องกำหนดโดยคำนึงถึงหลักเกณฑ์ที่พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 21(1) ถึง (5) บัญญัติไว้ประกอบกัน การท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1148/2541

โจทก์เป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนจากการเวนคืนที่ดิน ได้อุทธรณ์ขอเงินค่าทดแทนเพิ่มสำหรับที่ดินพิพาทจากที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ กำหนดให้ตารางวาละ 35,000 บาท เป็นตารางวาละ 63,000 บาท เมื่อรัฐ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9885/2539

ที่ดินโจทก์ถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินซึ่งตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 3 กำหนดให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนโจทก์จึงมีอำนาจฟ้องกรมทางหลวงและอธิบดีเพื่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3197/2545

จำเลยเพิ่งมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ไปรับเงินค่าทดแทนที่ดินหลังจากมีพระราชกฤษฎีกาตามฟ้องออกมาแล้วกว่า 16 ปี นับว่าล่าช้าเกินสมควรไปมากจนผิดปกติ ต้องถือว่าเป็นกรณีที่ฝ่ายจำเลยไม่เร่งดำเนินการเวนคืนให้แล้วเส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8176/2543

แม้ตามคำให้การของจำเลยที่ 1 ใช้ถ้อยคำว่าคดีของโจทก์ขาดอายุความด้วยแต่ก็ให้การต่อสู้โดยอ้างถึงบทบัญญัติของมาตรา 26แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ฯ และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับวันที่รัฐมน…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้