Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 836/2537

พ.ศ. 2537 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ภริยาของจำเลยได้รับยกให้ฝ่ายเดียวในระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยโดยมิได้จดทะเบียนสมรสจึงบังคับตามบทบัญญัติเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาไม่ได้ทั้งมิใช่ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ด้วยกันที่จะแบ่งกึ่งหนึ่งในฐานะหุ้นส่วนได้ เมื่อที่ดินพิพาทมิใช่กรรมสิทธิ์ของจำเลยการที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกับโจทก์ จึงเป็นกรณีที่จำเลยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม เป็นเหตุให้นิติกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมในที่ดินพิพาทซึ่งภริยาของจำเลยได้มาในระหว่างสมรส หลังจากภริยาของจำเลยถึงแก่กรรมแล้ว จำเลยไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์เป็นของจำเลย คงครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอย่างเจ้าของตลอดมาต่อมาจำเลยทำสัญญาจะขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์แล้วไม่ยอมโอนให้ถือได้ว่าจำเลยผิดสัญญา ขอให้บังคับจำเลยโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวให้โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยและให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเรียกร้องของจำเลยแทนจำเลยในเรื่องแบ่งทรัพย์สินและรับมรดกของภริยาจำเลยด้วยจำเลยให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นสินส่วนตัวของภริยาจำเลย จำเลยกับภริยาอยู่กินฉันสามีภริยาโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส

ภายหลังภริยาของจำเลยถึงแก่กรรม โจทก์จำเลยต่างสำคัญผิดว่าที่ดินจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย จำเลยจึงได้ตกลงขายที่ดินดังกล่าวให้โจทก์โดยทายาทโดยธรรมของภริยาจำเลยไม่รู้เห็นยินยอมด้วย ต่อมาจำเลยติดต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอรับมรดกที่ดินเป็นของจำเลยแต่เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าจำเลยไม่มีสิทธิรับมรดก จำเลยขอร้องบุตรให้ขายที่ดินดังกล่าวแก่โจทก์ แต่บุตรไม่ยินยอม จึงเป็นการสุดวิสัยและพ้นวิสัยที่จำเลยจะโอนขายที่ดินให้แก่โจทก์ได้ เป็นการตกลงทำนิติกรรมสัญญาจะซื้อจะขายโดยการสำคัญผิดในปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะจำเลยได้แสดงเจตนาคืนเงินมัดจำแต่โจทก์ไม่ยอมรับ ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติตามที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบตรงกันและมิได้ฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยกับนางตาเป็นสามีภริยากันโดยไม่จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 7 คน ที่ดินพิพาทที่ซื้อขายกันเดิมเป็นของนายหยิบพี่ชายนางตาได้ยกให้แก่นางตา เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2506จำนวน 20 ไร่ ต่อมาวันที่ 21 ธันวาคม 2528 นางตาถึงแก่กรรมครั้นวันที่ 19 พฤษภาคม 2530 จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทดังกล่าวให้แก่โจทก์ในราคา 470,000 บาท โจทก์วางเงินมัดจำให้จำเลย 10,000 บาท และนัดทำการรังวัดแบ่งแยกจดทะเบียนโอนให้แก่ผู้จะซื้อในวันที่ 5 มิถุนายน 2531 ตามเอกสารหมาย จ.1ต่อมาเมื่อถึงวันนัดจำเลยไม่สามารถจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์และเสนอขอคืนเงินมัดจำ

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่าจำเลยสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมหรือไม่ และโจทก์ชอบที่จะเข้าสวมสิทธิหรือใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยในนามโจทก์ในเรื่องแบ่งทรัพย์นางตา ผู้ตายเฉพาะส่วนที่ดินที่จำเลยทำสัญญาจะขายให้โจทก์ได้หรือไม่ สำหรับปัญหาที่ว่าจำเลยสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยเป็นสามีนางตา แม้จะมิได้จดทะเบียนสมรส แต่นางตาก็ได้รับยกให้ที่ดินพิพาทมาในระหว่างอยู่กินร่วมกันจึงเสมอด้วยการเป็นหุ้นส่วนกันคนละครึ่ง ที่ดินดังกล่าวเป็นของจำเลยครึ่งหนึ่ง ด้วยเหตุนี้จำเลยจึงทำสัญญาจะขายให้โจทก์มิใช่เป็นการสำคัญผิดนั้นเห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่นายหยิบพี่ชายของนางตายกให้แก่นางตา

แม้จะเป็นการยกให้ระหว่างอยู่กินด้วยกันกับจำเลยก็ตาม เมื่อจำเลยกับนางตามิได้จดทะเบียนสมรสจึงบังคับตามบทบัญญัติเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภรรยาไม่ได้และที่ดินดังกล่าวนางตาได้รับยกให้ฝ่ายเดียวจึงมิใช่ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ด้วยกันกับจำเลย อันจะแบ่งในฐานะหุ้นส่วนครึ่งหนึ่งดังที่โจทก์อ้าง ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทเลยการที่จำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินดังกล่าวกับโจทก์ จึงเป็นกรณีที่จำเลยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า นิติกรรมที่จำเลยทำกับโจทก์ดังกล่าวจึงตกเป็นโมฆะนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เมื่อจำเลยไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท และนิติกรรมที่ทำกับโจทก์เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 แล้ว คดีจึงไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ในข้อต่อไปที่ว่า โจทก์ชอบที่จะเข้าสวมสิทธิหรือใช้สิทธิเรียกร้องของจำเลยในนามโจทก์ในเรื่องแบ่งทรัพย์นางตาต่อไปแต่อย่างใด ฎีกาทุกข้อของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุวรรณ ตระการพันธุ์ · นาม ยิ้มแย้ม · สุรินทร์ นาควิเชียร
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2598/2526

โจทก์บรรยายฟ้องว่า โจทก์เป็นสามีจำเลยโดยชอบด้วยกฎหมายระหว่างอยู่กินด้วยกันเกิดสินสมรสหลายอย่าง โจทก์ขอแบ่งจากจำเลยครึ่งหนึ่ง เท่ากับโจทก์กล่าวอ้างว่าทรัพย์สินที่เรียกว่าสินสมรสนั้นโจทก์เป็นเจ้าของรวมก…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2358/2567

สัญญาซื้อขายมีข้อความระบุชัดเจนว่า โจทก์ตกลงซื้อประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบรายได้ใด ๆ อันเกิดจากการขาย ให้เช่า หรือความตกลงใด ๆ ซึ่งคล้ายกันที่เกี่ยวกับที่ดิน ผ่านการจัดสรรหุ้นในบริษัทจำเลยที่ 1 โดยผู้ซื้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 978/2567

การที่ขณะทำสัญญาขายฝากที่ดินพิพาทโจทก์เข้าใจว่าตกลงขายฝากที่ดินพิพาทเป็นเงิน 160,000 บาท ตามจำนวนเงินที่โจทก์ได้รับจากจำเลยที่ 2 มิใช่ 500,000 บาท ตามที่ระบุในสัญญาขายฝากเป็นกรณีโจทก์สำคัญผิดในเรื่องร…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 185/2566

เดิมโจทก์ร่วมฟ้อง ส. เป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 902/2556 หมายเลขแดงที่ 2060/2557 ของศาลชั้นต้น ขอให้ขับไล่และรื้อถอนเสาปูนและรั้วลวดหนามออกไปจากที่ดินโจทก์ร่วม และห้าม ส. กับบริวารเกี่ยวข้อง จำเลยเป็นผู้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1169/2562

โจทก์บรรยายฟ้องกล่าวอ้างถึงเหตุเพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินพิพาทเนื่องจากการเข้าเป็นกรรมการของจำเลยที่ 2 แต่เพียงผู้เดียวนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการหลอกลวงโจทก์ให้ลงลายมือชื่อลงในเอกสารต…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้