คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑, ๒ ฝ่ายหนึ่ง จำเลยที่ ๓, ๔ อีกฝ่ายหนึ่ง ได้บังอาจวิวาททำร้ายร่างกายกัน โดยจำเลยที่ ๑, ที่ ๒ สมคบกันใช้มีดฟันจำเลยที่ ๓, ๔ มีบาดเจ็บสาหัสและจำเลยที่ ๓, ๔ สมคบกันใช้มีดฟันและไม้ตีจำเลยที่ ๒ มีบาดเจ็บ ขอให้ลงโทษตาม ก.ม.ลักษณะอาญา ม. ๒๕๔, ๒๕๖ นายเกตุจำเลยที่ ๑ รับว่าได้วิวาททำร้ายนายป๋องจำเลยที่ ๓ ไม่ถึงสาหัส นายยอดจำเลยที่ ๒ รับว่าได้ใช้มีดฟันนายยังจำเลยที่ ๔ ใบหูแหว่งถึงรูปหน้าเสียโฉม นายป๋องจำเลยที่ ๓ นายยังจำเลยที่ ๔ รับว่าทำร้าจำเลยที่ ๒ มีบาดเจ็บ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๒ ตาม ม. ๒๕๖ ส่วนจำเลยอื่น ลงโทษตาาม ม. ๒๕๔ จำเลยที่ ๒ ผู้เดียวอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์เห็นว่า ฟ้องของโจทก์มิได้กล่าวให้เป็นกิจลักษณะชัดเจนลงไปว่า จำเลยที่ ๑ หรือที่ ๒ ฟัน จำเลยที่ ๓ หรือที่ ๔ มีบาดเจ็บอย่างไร แม้จำเลยที่ ๑ , ๒ จะรับสารภาพก็ลงโทษตาม ม. ๒๕๔, ๒๕๖ ไม่ได้ เห็นว่าตามฟ้องเป็นเรื่องกล่าวหาบุคคลตั้งแต่ ๓ คนขึ้นไปวิวาทต่อสู้และทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยที่ ๔ มีบาดเจ็บสาหัสในที่วิวาทต่อสู้ จึงพิพากษาแก้ให้ลงโทษจำเลยที่ ๑, ๒ ตาม ม. ๒๕๘
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา,
ศาลฎีกาเห็นว่า คำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่ชัดเจน เป็นทำนองเหวี่ยงแหเอาเปรียบจำเลย ถ้าเป็นกรณีที่มีฝ่ายละมากคน การกล่าวทำนองนี้จะเห็นได้ชัดว่า เป็นการคลุมเอาเปรียบจำเลยยิ่งขึ้น จึงเห็นชอบด้วยศาลอุทธรณ์ แต่ทั้งนี้เป็นเหตุในลักษณะคดีซึ่งจำเลยที่ ๓, ๔ แม้จะมิได้อุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาก็ควรได้รับผลตามคำวินิจฉัยนี้ด้วย
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษาแก้ให้ลงโทษ จำเลยที่ ๓, ๔ ตามมาตรา ๒๕๘ ด้วย ส่วนโทษคงเดิม