คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาท(ค่าเช่าเดือนละ ๒๐๐ บาท) จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ร้องขอให้ศาลสั่งว่าจำเลยขาดนัด และขอให้ดำเนินคดีต่อไป ศาลสั่งตามที่โจทก์ร้องขอ ในวันนัดสืบพยานโจทก์
จำเลยยื่นคำร้องว่ามิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การ ขอยื่นคำให้การใหม่
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วยกคำร้อง เมื่อสืบพยานโจทก์แล้ว ทนายจำเลยขอสืบตัวจำเลยแต่ปรากฏว่าตัวจำเลยกลับไปเสียก่อน ศาลจึงนัดฟังคำพิพากษาก่อนศาลอ่านคำพิพากษา จำเลยยื่นคำร้องว่าโจทก์มิได้ร้องขอให้ศาลสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การภายใน ๑๕ วัน ศาลต้องสั่งจำหน่ายคดีตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๑๙๘ วรรค ๒ ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณาและสั่งจำหน่ายคดีของโจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งยกคำร้องและพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากตึกพิพาท
จำเลยอุทธรณ์คำสั่ง และอุทธรณ์คำพิพากษา ศาลอุทธรณ์พิจารณาอุทธรณ์ทั้ง ๒ ฉบับ แล้วพิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกาทั้งปัญหาข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าบทบัญญัติใน ป.วิ.พ.มาตรา ๑๙๘ มิได้บังคับให้ศาลจำต้องสั่งจำหน่ายคดีเสมอไป เพียงแต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งจำหน่ายคดีเมื่อพ้น ๑๕ วันได้ ฉะนั้นในกรณีที่ศาลยังมิได้มีคำสั่งจำหน่ายคดี แม้โจทก์จะยื่นคำขอเมื่อพ้น ๑๕ วัน ศาลก็มีอำนาจที่จะสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและให้ดำเนินการพิจารณาคดีโจทก์ได้ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๖๔/๒๔๙๕
ที่จำเลยฎีกาว่าคดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่ จำเลยยังมีสิทธิยื่นคำให้การในวันนัดพิจารณาได้นั้น ตามคำร้องของจำเลยที่ขอยื่นคำให้การใหม่มิได้อ้างปัญหาข้อกฎหมายนี้ จำเลยเพิ่งยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ ปัญหาข้อนี้จึงมิใช่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแต่ศาลชั้นต้น ต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๔๙
ที่จำเลยฎีกาว่าการขาดนัดมิได้เป็นไปโดยจงใจ ศาลชั้นต้นไม่เลื่อนการพิจารณาไปสืบคำจำเลยเป็นพยานเป็นการไม่ชอบ และพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฝ่ายเดียวยังรับฟังบังคับขับไล่จำเลยไม่ได้ นั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๒๔ จึงไม่เป็นข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นอุทธรณ์ตาม ป.วิ.พ.มาตรา ๒๔๙ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน