คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ ๑ รับราชการเป็นพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจสำราณราษฎร์ จำเลยที่ ๒ รับราชการเป็นพนักงานตำรวจประจำกอง ๒ ตำรวจสันติบาล ได้บังอาจสมคบกันทำผิดกฎหมาย กล่าวคือ จำเลยที่ ๑ ได้บังอาจเรียกเอาเงิน ๓๕๐ บาท จากนายณรงค์ ผู้ต้องหา ฐานทำร้ายร่างกายนายโอวกี่ โดยจำเลยที่ ๑ จะช่วยทำคดีซึ่งต้องหานั้นเสร็จเรียบร้อยชั้นสถานีตำรวจไม่มีเรื่องต่อไป และนัดหมายให้จำเลยที่ ๒ ไปรับเงิน แล้วจำเลยที่ ๒ ได้ไปรับเงินจากนายณรงค์เป็นอาณาประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยทั้งสองเสีย ขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๑๓๗ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า จำเลยที่ ๑ ทำผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๒ เป็นตำรวจสันติบาล ไม่ใช่เจ้าพนักงานมีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวน จึงอยู่ในฐานะเสมือนราษฎรทำผิดร่วมกับเจ้าพนักงาน จึงเป็นผิดฐานสมรู้ จึงพิพากษาลงโทษจำเลยที่ ๑ ตามมาตรา ๑๓๗ ลงโทษจำเลยที่ ๒ ตามมาตรา ๑๓๗, ๖๕ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา,
ศาลฎีกาเห็นว่า ฎีกาของจำเลยที่ว่า จำเลยที่ ๒ ไม่ใช่เจ้าพนักงานในตำแหน่งหน้าที่ ข้อเท็จจริงจึงต่างกับฟ้องนั้น ฟังไม่ได้ เพราะโจทก์กล่าวในฟ้องว่าจำเลยที่ ๒ รับราชการเป็นพนักงานตำรวจประจำกอง ๒ ตำรวจสันติบาล และข้อเท็จจริงก็ตรงดั่งฟ้อง ฎีกาข้ออื่นฟังไม่ขึ้น
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืน