คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๐ โจทก์อยู่กินเป็นสามีภรรยากับนายแหลม บุตรจำเลย มีบุตรด้วยกัน ๑ คน คือเด็กชายธารินทร์ ต่อมาโจทก์กับนายแหลมเลิกร้างกัน และนายแหลมนำเด็กชายธารินทร์ไปฝากจำเลยเลี้ยงดูโดยไม่ได้รับความยินยอมจากโจทก์ โจทก์เคยขอรับเด็กชายธารินทร์คืนจากจำเลยหลายครั้ง จำเลยไม่คืนให้ ขอให้ศาลบังคับจำเลยส่งมอบเด็กชายธารินทร์แก่โจทก์
จำเลยให้การว่า เด็กชายธารินทร์เป็นบุตรของโจทก์เกิดจากนายแหลม เหตุที่จำเลยรับบุตรโจทก์มาเลี้ยงเพราะโจทก์กับนายแหลมหย่าร้างกัน ทิ้งบุตรให้นายแหลมเลี้ยงดู นายแหลมจึงพาเด็กชายธารินทร์มาให้โจทก์เลี้ยง ซึ่งโจทก์ได้เลี้ยงมาตั้งแต่เด็กชายธารินทร์อายุ ๓ ขวบ จนถึงบัดนี้อายุ ๖ ขวบ ตลอดระยะเวลานี้โจทก์ไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดู จำเลยมีความรักอาลัยเด็กชายธารินทร์เป็นอย่างยิ่ง จึงไม่อยากให้เด็กชายธารินทร์จากไป และต้องการให้เด็กรู้ว่าปู่ย่าเป็นคนเลี้ยงดูมา ขอให้ยกฟ้องโจทก์ ศาลชั้นต้นสั่งงดสืบพยาน แล้วพิพากษาให้จำเลยส่งมอบเด็กชายธารินทร์แก่โจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์กับนายแหลม จะรอนรัมย์ หรือจะรอรัมย์ เป็นสามีภรรยากันโดยไม่ได้จดทะเบียนสมรส เด็กชายธารินทร์จึงเป็นบุตรนอกสมรส อำนาจปกครองย่อมตกอยู่กับโจทก์ผู้เป็นมารดา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๕๓๘ (๕) โจทก์ย่อมมีสิทธิกำหนดที่อยู่ของบุตร และเรียกบุตรคืนจากบุคคลอื่น ซึ่งกักบุตรไว้โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ได้ตามมาตรา ๑๕๓๙ (๑) (๔) ที่โจทก์ยอมรับเด็กชายธารินทร์คืนจากจำเลยถือว่าเป็นการกำหนดที่อยู่ของบุตรใหม่ และที่จำเลยไม่ยอมส่งมอบเด็กชายธารินทร์ให้โจทก์จนกระทั่งโจทก์ต้องร้องเรียนเจ้าพนักงานตำรวจ ดังปรากฏตามรายงานเบ็ดเสร็จประจำวันของสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองบุรีรัมย์ (เอกสารท้ายฟ้อง) จำเลยก็ไม่ยอมมอบบุตรให้โจทก์อีก
ทั้ง ๆ ที่นายแหลมบิดาเด็กชายธารินทร์เองไม่ขัดข้องที่จะให้เด็กชายธารินทร์ไปอยู่กับโจทก์ ดังนี้เห็นว่า เป็นการกักบุตรของโจทก์ไว้โดยไม่ชอบ สิทธิของโจทก์ถูกโต้แย้งแล้ว โจทก์ชอบที่จะฟ้องจำเลยผู้โต้แย้งสิทธิให้ส่งมอบบุตรได้ตามมาตรา ๕๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ไม่จำเป็นต้องฟ้องนายแหลม
ผลคำพิพากษา
พิพากษายืน