คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องเรียกเงินกู้จากจำเลยพร้อมทั้งดอกเบี้ยตามสัญญากู้ท้ายฟ้อง จำเลยต่อสู้ว่า ความจริงโจทก์จำเลยเข้าหุ้นส่วนกันแสดงลคร สัญญากู้เป็นนิติกรรมอำพราง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้ว ฟังว่าเมื่อจำเลยได้รับพระราชทานอภัยโทษแล้ว จำเลยประกอบอาชีพทางทำหนังสือพิมพ์ ทำงานลคร ในการทำงานลคร จำเลยเป็นผู้ออกความคิดและจัดการงาน มีนายทุนเป็นผู้ออกเงิน ผลกำไรแบ่ง ๓ ส่วน นายทุนได้ ๑ ส่วน ผู้กำกับการแสดงลครได้ ๑ ส่วน จำเลยได้ ๑ ส่วน โจทก์ในคดีนี้เป็นนายทุนจำนวนเงินที่โจทก์จะมอบให้จำเลยนำซื้อหา และใช้จ่ายในการแสดงลครนั้น โจทก์ให้จำเลยทำเป็นสัญญากู้เงินจากโจทก์ โดยทำเป็นสัญญากู้ไว้ก่อน แล้วจ่ายเงินเป็นระยะตามความต้องการในภายหลัง ทั้งนี้ทำตามคำแนะนำของทนายความเพื่อให้จำเลยเอาเงินไปใช้ เพื่อประโยชน์ในการจัดการแสดงลครจริง ๆ และเพื่อป้องกันเจ้าหนี้อื่น ถ้าหากจำเลยจะไปก่อให้เกิดขึ้น มิให้มาฟ้องร้องโจทก์ในฐานเป็นหุ้นส่วน สัญญากู้ตามเอกสาร จ.๑ นี้ ได้กระทำขึ้นโดยเจตนาของคู่กรณีทั้ง ๒ ฝ่าย หาใช่เรื่องอันแท้จริงไม่ จึงตกเป็นโมฆะตามมาตรา ๑๑๘.
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืน