Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 991/2521

พ.ศ. 2521 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ที่ 1 บรรยายฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ฝากรถยนต์ไว้กับจำเลยที่ 1 โดยมีบำเหน็จค่าฝาก จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 นำรถที่จำเลยที่ 1 รับฝากออกไปขับทำให้รถเสียหาย จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในค่าเสียหายนี้ ส่วนฟ้องของโจทก์ที่ 2 เพียงแต่กล่าวว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ไปขับประมาท เป็นเหตุให้ชนรถของโจทก์ที่ 2 เสียหาย ฟ้องของโจทก์ที่ 1 เป็นเรื่องให้บังคับตามสัญญาฝากทรัพย์ ส่วนฟ้องของโจทก์ที่ 2 เป็นเรื่องละเมิดฟ้องของโจทก์ที่ 1 ไม่เคลือบคลุม แต่สำหรับฟ้องของโจทก์ที่ 2 ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ในการงานอะไร และการที่จำเลยที่ 2 นำรถของโจทก์ที่ 1 ออกไปขับเป็นการกระทำไปในทางการที่จำเลยที่ 1 จ้างจึงเป็นฟ้องที่ขาดข้อความสำคัญที่จะให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดในผลอันเกิดแต่มูลละเมิดที่จำเลยที่ 2 ก่อให้เกิดขึ้น ศาลจะอาศัยฟ้องเช่นนี้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 425 มิได้ ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่มีมติว่า การฟ้องขอให้ผู้รับฝากทรัพย์ใช้ค่าซ่อมรถยนต์ที่เกิดการเสียหายเนื่องจากความผิดของผู้รับฝากเป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับการฝากทรัพย์ จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นเวลาหกเดือนนับแต่วันสิ้นสัญญาตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 671 และถือว่าวันสิ้นสุดสัญญาคือวันที่โจทก์ที่1 ได้รับรถยนต์คืนมา (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 17-18/2519)

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นเจ้าของรถยนต์หมายเลขทะเบียน ก.ท.ท.0816โจทก์ที่ 1 นำรถยนต์คันนี้ไปฝากไว้กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 คิดค่ารับฝากคืนละ 3 บาท ครั้นเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2516 จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ได้ขับรถยนต์คันนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากโจทก์ไปโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนกับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน ก.ท.ท.2357 ของโจทก์ที่ 2 ทำให้รถของโจทก์ที่ 1 เสียหาย 19,380 บาท ของโจทก์ที่ 2 เสียหาย 19,420 บาทจำเลยทั้งสองต้องรับผิดร่วมกัน จึงขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวพร้อมด้วยดอกเบี้ยจำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ทั้งสองจะเป็นเจ้าของรถยนต์ตามฟ้องหรือไม่จำเลยไม่รับรอง จำเลยที่ 1 ไม่มีวัตถุประสงค์ในการรับฝากรถและจำเลยที่ 1ก็ไม่เคยรับฝากรถจากโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นเพียงลูกจ้างขายน้ำมันของจำเลยที่ 1 เท่านั้น

การที่จำเลยที่ 2 ได้เอารถของโจทก์ที่ 1 ไปขับจนเกิดความเสียหายกับโจทก์ เป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ได้กระทำนอกเหนือทางการจ้างของจำเลยที่ 1 ค่าเสียหายของโจทก์ไม่เกินคันละ 2,000 บาท ฟ้องโจทก์ขาดอายุความเพราะเกิน 6 เดือน นับแต่วันสิ้นสัญญาฝากรถ ทั้งเป็นฟ้องเคลือบคลุมเพราะตามฟ้องไม่ทราบว่าจำเลยที่ 1 จะต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 2 ด้วยเหตุใดโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลอนุญาตศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้เช่ารถของโจทก์ที่ 1 นำรถตามฟ้องไปฝากไว้กับจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 นำรถโจทก์ที่ 1ออกไปขับขี่โดยไม่ได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 และไม่ใช่ในทางการที่จำเลยที่ 1จ้าง จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 2 สำหรับจำเลยที่ 1 รับฝากรถแล้วปล่อยปละละเลยเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2 นำรถออกไปทำละเมิดเกิดความเสียหายจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 ฟ้องไม่เคลือบคลุมและไม่ขาดอายุความเพราะเป็นเรื่องละเมิดอายุความ 1 ปี

พิพากษาให้จำเยที่ 1 ใช้ค่าซ่อมรถให้โจทก์ที่ 1 พร้อมทั้งดอกเบี้ย ยกฟ้องโจทก์ที่ 2โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่ารถเสื่อมสภาพด้วยโจทก์ที่ 2อุทธรณ์ขอให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินตามฟ้องจำเลยอุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์ที่ 1 เพราะเหตุใด จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 ทั้งจำเลยที่ 1 ไม่ได้รับฝากรถจากโจทก์ที่ 1และที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิดต่อโจทก์แล้วใช้อายุความ 1 ปีก็ไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดฐานรับฝากรถไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ทำละเมิด จึงต้องใช้อายุความ 6 เดือน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 671 และการที่จำเลยที่ 2 ทำละเมิดต่อโจทก์เป็นเรื่องนอกเหนือจากทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า

ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม จำเลยที่ 1 รับฝากรถของโจทก์ที่ 1 ไว้โดยคิดค่าตอบแทนและประพฤติผิดสัญญาโดยปล่อยปละละเลยให้จำเลยที่ 2 นำรถของโจทก์ที่ 1 ไปชนกับรถของโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในค่าเสียหายของโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ฟ้องได้ภายใน 1 ปี คดีไม่ขาดอายุความ ส่วนค่าเสื่อมสภาพของรถเห็นว่าโจทก์ที่ 1 ไม่ควรได้รับพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่าให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ที่ 2 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย สำหรับโจทก์ที่ 1 เหมือนกับชั้นอุทธรณ์ ส่วนโจทก์ที่ 2 จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2ทำละเมิดต่อโจทก์ที่ 2 จึงไม่ต้องร่วมรับผิดศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น สำหรับฟ้องของโจทก์ที่ 1 ได้บรรยายว่าโจทก์ที่ 1 ฝากรถยนต์ไว้กับจำเลยที่ 1 โดยมีบำเหน็จค่าฝากจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 นำรถที่จำเลยที่ 1 รับฝากออกไปขับทำให้รถเสียหาย

จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในค่าเสียหายนี้ ส่วนฟ้องโจทก์ที่ 2 เพียงแต่กล่าวว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 นำรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 ไปขับประมาทเป็นเหตุให้ชนรถของโจทก์ที่ 2 เสียหาย ฟ้องของโจทก์ที่ 1 เป็นเรื่องให้บังคับตามสัญญาฝากทรัพย์ ส่วนฟ้องของโจทก์ที่ 2 เป็นเรื่องละเมิด ฟ้องของโจทก์ที่ 1 จึงไม่เคลือบคลุมแต่สำหรับฟ้องของโจทก์ที่ 2 ไม่ได้บรรยายว่าจำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 ในการงานอะไร และการที่จำเลยที่ 2 นำรถของโจทก์ที่ 1 ออกไปขับเป็นการกระทำไปในทางการที่จำเลยที่ 1 จ้าง จึงเป็นฟ้องที่ขาดข้อความสำคัญที่จะให้จำเลยที่ 1 ร่วมรับผิดในผลอันเกิดแต่มูลละเมิดที่จำเลยที่ 2 ก่อให้เกิดขึ้น ศาลจะอาศัยฟ้องเช่นนี้พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 425 มิได้ในปัญหาเรื่องอายุความฟ้องร้องของโจทก์ที่ 1 ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่มีมติว่า

การฟ้องขอให้ผู้รับฝากทรัพย์ใช้ค่าซ่อมรถยนต์ที่เกิดการเสียหายเนื่องจากความผิดของผู้รับฝาก เป็นการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเกี่ยวกับการฝากทรัพย์ จึงต้องห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นเวลาหกเดือนนับแต่วันสิ้นสัญญา ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 671 และถือว่าวันสิ้นสุดสัญญาคือวันที่โจทก์ที่ 1 ได้รับรถยนต์คืนมา และฟังข้อเท็จจริงว่านับเวลาตั้งแต่วันที่โจทก์ที่ 1 รับรถยนต์คืนจนถึงวันที่โจทก์ที่ 1 ฟ้องคดีนี้เป็นเวลาเกินหกเดือนแล้วฟ้องของโจทก์ที่ 1 จึงขาดอายุความพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
พิศิษฏ์ เทศะบำรุง · ชลอ จามรมาน · พัลลภ เสถียรธรรมกิจ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6704/2537

จำเลยที่ 1 เป็นธนาคารประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการเงินอันเป็นธุรกิจที่ชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 4 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 มีหน้าที่รับและจ่ายเงิน แต่การลักทรัพย์ที่อยู่ในตู้นิรภัยของจำเลยที่ 1 ที่ให้โจทก์ที่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5323/2562

แม้จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ทำนองว่า การที่โจทก์ที่ 3 ไม่บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 6 กระทำละเมิดในทางการที่จ้างจึงขาดสาระสำคัญและศาลชั้นต้นไม่ได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ ทำให้การที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14217/2558

โจทก์ได้บรรยายให้เห็นว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัย เรือ พ. จากบริษัท อ. จำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครองอู่ต่อเรือ จำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดการเรือ พ. มีหน้าที่ดูแลรักษาและซ่อมแซมเรือและเข้าร่วมซ่อมแซมเรือกับจำเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5206/2552

ตามคำฟ้องโจทก์เป็นการบรรยายให้จำเลยรับผิดอันเนื่องมาจากการกระทำละเมิดของลูกจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 425 เท่านั้น มิใช่ให้รับผิดจากการกระทำละเมิดของจำเลยเองตาม ป.พ.พ. มาตรา ป.พ.พ. มาตรา 420 หากคำฟ้องโจทก์ต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 374/2551

จำเลยที่ 1 ทำสัญญากับจำเลยที่ 2 รับจ้างรักษาความปลอดภัยบริเวณภายในและภายนอกอาคารที่กำหนดรวมทั้งลานจอดรถของจำเลยที่ 3 โดยกำหนดให้ต้องรักษาความปลอดภัยด้านโจรกรรม และดูแลรถของลูกค้าหรือบุคคลภายนอกที่เข้า…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้