Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 228/2506

พ.ศ. 2506 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ผู้ร้องขัดทรัพย์ว่าทรัพย์ที่โจทก์นำยึดเป็นของผู้ร้องโจทก์ต่อสู้ว่าทรัพย์นั้นเป็นของจำเลยทั้งนั้นไม่ใช่ของผู้ร้อง ที่ผู้ร้องร้องขัดทรัพย์ก็เพื่ออุบายฉ้อโกงไม่ชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น ดังนี้ ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่าอย่างน้อยก็เป็นการสมยอมกัน เป็นการฉ้อฉล การที่ศาลยกประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 ขึ้นวินิจฉัยจึงไม่ใช่นอกฟ้องนอกประเด็น (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 11/2505)เรื่องการฉ้อฉลนี้ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยในชั้นร้องขัดทรัพย์ดังกล่าวแล้วได้และเมื่อฟังว่าการโอนทรัพย์ระหว่างจำเลย (สามี) กับผู้ร้อง (ภรรยา) เป็นการฉ้อฉลตามมาตรา 237 ก็มีอำนาจที่จะพิพากษาว่าโจทก์นำยึดทรัพย์รายนี้ได้ ผู้ร้องไม่ชอบที่จะมาร้องขัดทรัพย์และเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผู้ร้องจะโต้แย้งว่าเป็นเรื่องของโจทก์ที่จะขอแบ่งแยกสินบริคณห์แล้วนำยึดเฉพาะส่วนของจำเลยดังนี้ ย่อมฟังไม่ขึ้น

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

จำเลยแพ้คดีโจทก์ ๆ นำยึดทรัพย์อ้างว่าเป็นของจำเลย ผู้ร้องร้องขัดทรัพย์ว่าทรัพย์นั้นเป็นของผู้ร้องแต่ผู้เดียวโจทก์ต่อสู้ว่าทรัพย์นั้นเป็นของจำเลยไม่ใช่ของผู้ร้องที่ผู้ร้องขัดทรัพย์ก็เพื่ออุบายฉ้อโกงไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ศาลชั้นต้นฟังว่า ทรัพย์นั้นเป็นของผู้ร้อง พิพากษาให้ถอนการยึดโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ฟังว่า เดิมจำเลยกับผู้ร้องเป็นสามีภริยากัน ต่อมาได้จดทะเบียนหย่ากันที่อำเภอ โดยจำเลยยอมยกทรัพย์สินที่มีขึ้นระหว่างเป็นสามีภริยากันให้ผู้ร้องทั้งสิ้น แต่การยกให้นี้จำเลยได้กระทำลงทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเป็นทางให้โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบโจทก์จึงชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมนั้นเสียได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา237 ทรัพย์ที่ถูกยึดนี้ฟังได้ว่าเป็นสินบริคณห์ระหว่างจำเลยกับผู้ร้อง ซึ่งจำเลยมีส่วนเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วย โจทก์ย่อมนำยึดได้ ผู้ร้องไม่ชอบที่จะมาร้องขัดทรัพย์ พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่ผู้ร้องฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ยกมาตรา237 ขึ้นวินิจฉัยคดีนอกประเด็นนั้น ศาลฎีกาโดยที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ในชั้นบังคับคดี เมื่อโจทก์นำยึดทรัพย์รายพิพาทอ้างว่าเป็นของจำเลย ฝ่ายผู้ร้องคัดค้านว่าเป็นของผู้ร้อง โจทก์ต่อสู้ว่าเป็นทรัพย์ของจำเลยทั้งนั้นไม่ใช่ของผู้ร้อง ที่ผู้ร้องร้องขัดทรัพย์ก็เพื่ออุบายฉ้อโกงไม่ชำระหนี้แก่โจทก์เท่านั้น ซึ่งทั้งนี้ย่อมมีความหมายอยู่ในตัวแล้วว่า อย่างน้อยก็เป็นการสมยอมกันเป็นการฉ้อฉล กรณีไม่ใช่นอกฟ้องนอกประเด็น และศาลย่อมมีอำนาจยกเรื่องการฉ้อฉลขึ้นวินิจฉัยในชั้นนี้ได้ตามฎีกาที่1151-1152/2503 ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าการโอนทรัพย์ระหว่างจำเลยกับผู้ร้องเป็นการฉ้อฉลตามมาตรา 237 โจทก์นำยึดทรัพย์รายนี้ได้

ผู้ร้องจะร้องขัดทรัพย์ไม่ได้ นั้น จึงชอบแล้ว และเมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ที่ผู้ร้องฎีกาโต้เถียงว่า ที่ศาลอุทธรณ์ว่าผู้ร้องชอบที่จะมาร้องขอกันส่วนได้ของตนออกนั้น ผู้ร้องเห็นว่าน่าจะเป็นเรื่องของโจทก์ที่จะขอแบ่งแยกสินบริคณห์แล้วนำยึดเฉพาะส่วนของจำเลย นั้น ก็ไม่จำต้องวินิจฉัยต่อไป ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เสนอ บุณยเกียรติ · ประมูล สุวรรณศร · เจน เวชศิลป์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2716/2525

โจทก์ยอมถอนการยึดทรัพย์พิพาทที่ยึดไว้ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษาก็เพื่อให้จำเลยนำไปขายแก่บุคคลทั่วไป มิได้เจาะจงให้ขายแก่ผู้ร้องเพื่อนำเงินมาชำระแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และผู้ร้องรู้อยู่ก่อนทำส…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 541/2509

การที่ภริยาไปกู้ยืมเงินบุคคลภายนอกมิได้เป็นนิติกรรมที่ภริยาทำขึ้นผูกพันสินบริคณห์โดยเฉพาะเพราะไม่ได้เป็นนิติกรรมในการจัดการหรือจำหน่ายสินบริคณห์ แต่เป็นนิติกรรมเกี่ยวกับหนี้เงิน จึงไม่ต้องด้วยลักษณะที…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2262/2562

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท และขอให้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ปีละ 6,000 บาท นับจากวันฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยอยู่ในฐานะเป็นผู้ที่จะได้รับการจดทะเบียนอยู่ก่อน โจทก์รับโอนที่ดินพิพาทมาโดยไม่สุจ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 378/2559

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 287 บัญญัติให้มาตราดังกล่าวอยู่ภายใต้แห่งบทบัญญัติมาตรา 288 และ 289 มีความหมายว่า หากบุริมสิทธิหรือสิทธิอื่น ๆ นั้น เป็นสิทธิประเภทที่อาจร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ตามมาตรา 288 หรือบังคับให…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4961/2558

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า เดิมผู้ร้องเคยสมรสกับจำเลยที่ 3 ต่อมาเมื่อปี 2535 ผู้ร้องหย่ากับจำเลยที่ 3 และได้ตกลงสัญญาในการหย่าให้ที่ดินพิพาทตกแก่ผู้ร้องแต่เพียงผู้เดียว ผู้ร้องได้ครอบครองทำประโยชน์ตลอดมาโ…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้