Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2322/2529

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

การที่จำเลยทั้งสองกับพวกอีกสองคนร่วมดื่มสุราอยู่ในที่เกิดเหตุ เมื่อจำเลยที่ 2 ใช้ปืนจี้และขู่ผู้เสียหายไม่ให้ร้อง จำเลยที่ 1 กับพวกต่างก็ใช้มีดจี้ผู้เสียหายทันที แสดงว่าจำเลยที่ 1 กับพวกพร้อมที่จะช่วยเหลือจำเลยที่ 2 เพื่อมิให้ผู้เสียหายต่อสู้ขัดขวาง ครั้นจำเลยที่ 2 ผลักผู้เสียหายล้มลงและเอาเท้าเหยียบคอผู้เสียหายไว้ จำเลยที่ 1 ก็แทงผู้เสียหายในเวลาติดต่อกันไป และหลังจากปล้นได้ทรัพย์แล้วก็หลบหนีไปพร้อมกันนั้น เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ชัดว่า จำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกระทำผิดโดยตลอดจำเลยที่ 2 ย่อมต้องรับผิดในการที่จำเลยที่ 1 แทงผู้เสียหายด้วย แต่มีดที่จำเลยที่ 1 ใช้แทงผู้เสียหายนั้น ยาวประมาณ 4-5 นิ้ว กว้างประมาณ 1 นิ้ว จำเลยที่ 1 แทงเพียงทีเดียวแล้วหยุดเลิกไปเอง ทั้ง ๆ ที่มีโอกาสจะแทงซ้ำ และได้ความจากแพทย์ผู้ตรวจบาดแผลว่าบาดแผลรักษาหายภายใน 7 วัน จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 แทงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า แต่เป็นการกระทำเพื่อความสะดวกในการกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์ซึ่งเป็นการกระทำความผิดในวาระเดียวกัน อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทไม่ใช่ความผิดหลายกรรม แม้จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกา แต่ก็เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองได้ ในการปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืนนั้น ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 340 ตรี ลงโทษหนักขึ้นเฉพาะตัวผู้มีหรือใช้อาวุธปืนเมื่อจำเลยที่ 1 เป็นเพียงผู้ที่ร่วมปล้นและมีอาวุธมีดติดตัวเท่านั้น จึงไม่ต้องรับโทษหนักขึ้นด้วย

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกับพวกอีกสองคนร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และพาติดตัวไปในหมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุจำเป็นและเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์ แล้วจำเลยทั้งสองกับพวกรวมสี่คนดังกล่าวได้ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธปืนและมีดและจำเลยที่ ๑ ได้ใช้มีดแทงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า เป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐, ๓๔๐ ตรี, ๒๘๙, ๘๐, ๘๓, ๓๓, ๙๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ ๔๔ ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ ข้อ ๓, ๖, ๗ ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๑ ลงวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๔ ข้อ ๒, ๑๔, ๑๕ ริบมีดของกลาง ส่วนของกลางอื่นคืนให้ผู้เสียหายและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนอีก ๗๒ บาทแก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองฐานมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครอง จำคุกคนละ ๑ ปี ฐานพกพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะ จำคุกคนละ ๖ เดือนฐานปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนจำคุกคนละ ๓๐ ปี และลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๑ ฐานพยายามฆ่าผู้อื่น ๕๐ ปี รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ ไว้ ๘๑ ปี ๖ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๒ ไว้ ๓๑ ปี ๖ เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ ไว้ ๕๔ ปี ๔ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๒ ไว้ ๒๑ ปี อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ คงให้จำคุกจำเลยที่ ๑ ไว้ ๕๐ ปี ริบมีดของกลาง ของกลางอื่นคืนผู้เสียหาย และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน ๗๒ บาท แก่ผู้เสียหาย โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานทำร้ายร่างกายจำคุก ๒ ปี และฐานปล้นทรัพย์ จำคุก ๑๖ ปี รวมจำคุก ๑๘ ปีกับลงโทษจำเลยที่ ๖ ฐานปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนจำคุก ๒๔ ปี ฐานมีอาวุธปืนไว้ในความครอบครอง จำคุก ๑ ปี และฐานพกพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะจำคุก ๖ เดือน รวมจำคุก ๒๕ ปี ๖ เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ ไว้ ๑๒ ปี และจำคุกจำเลยที่ ๒ ไว้ ๑๗ ปี นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยกับพวกอีก ๒ คน ได้ร่วมดื่มสุราอยู่ด้วยกันที่เกิดเหตุ เมื่อจำเลยที่ ๒ ถืออาวุธปืนจี้และขู่ผู้เสียหายไม่ให้ร้อง จำเลยที่ ๑ กับพวก ต่างใช้อาวุธมีดจี้ผู้เสียหายทันที แสดงว่า จำเลยที่ ๑ กับพวกพร้อมที่จะช่วยเหลือจำเลยที่ ๒ เพื่อมิให้ผู้เสียหายต่อสู้ขัดขวาง ครั้นจำเลยที่ ๒ ผลักผู้เสียหายล้มลงและเอาเท้าเหยียบคอของผู้เสียหายไว้ จำเลยที่ ๑ ก็แทงผู้เสียหายในเวลาติดต่อกันไป หลังจากปล้นได้ทรัพย์แล้วก็หลบหนีไปพร้อมกัน นั้น เป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ชัดว่าจำเลยทั้งสองกับพวกได้ร่วมกันกระทำผิดโดยตลอด ดังนั้น จำเลยที่ ๒ จึงต้องรับผิดในการที่จำเลยที่ ๑ ใช้มีดแทงผู้เสียหายด้วย สำหรับบาดแผลของผู้เสียหายนั้น

ได้ความจากแพทย์ผู้ตรวจบาดแผลของผู้เสียหายว่า บาดแผลรักษาหายภายใน ๗ วัน สำหรับมีดที่จำเลยที่ ๑ ใช้แทงผู้เสียหายคงได้ความจากบิดาผู้เสียหายว่า ตัวมีดยาวประมาณ ๔-๕ นิ้วกว้างประมาณ ๑ นิ้ว เห็นว่า จำเลยที่ ๑ แทงเพียงทีเดียว แล้วหยุดยั้งเลิกไปเองทั้ง ๆ ที่มีโอกาสจะแทงซ้ำ แสดงว่าจำเลยที่ ๑ แทงผู้เสียหายเพื่อความสะดวกในการปล้นทรัพย์เท่านั้น และบาดแผลตามผลการตรวจชันสูตรของแพทย์ท้ายฟ้อง ก็ไม่ถึงเป็นอันตรายสาหัส จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๑ แทงผู้เสียหายโดยมีเจตนาฆ่า และจำเลยที่ ๑ ใช้มีดแทงผู้เสียหายก็เพื่อความสะดวกในการกระทำผิดฐานปล้นทรัพย์อันเป็นการกระทำความผิดในวาระเดียวกันจึงเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๐ วรรคสอง ซึ่งแก้ไขแล้ว และฐานทำร้ายร่างกาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙๖ ซึ่งเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทไม่ใช่ความผิดหลายกรรมแม้จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกา แต่ก็เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองได้ และไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ ตรี เพราะความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามมาตรา ๓๔๐ ตรี ลงโทษหนักขึ้นเฉพาะตัวผู้มีหรือใช้อาวุธปืน จำเลยที่ ๑ เป็นเพียงผู้ที่ร่วมปล้นและมีอาวุธมีดติดตัวเท่านั้น จึงไม่ต้องรับโทษหนักขึ้นด้วย

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานทำร้ายร่างกายและความผิดฐานปล้นทรัพย์ที่จำเลยที่ ๑ กระทำ เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ ๑ ฐานปล้นทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก ๑๖ ปี จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุกจำเลยที่ ๑ ไว้ ๑๐ ปี ๘ เดือน จำเลยที่ ๒ มีความผิดฐานทำร้ายร่างกายด้วย แต่ความผิดฐานนี้เป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืน ให้ลงโทษฐานปล้นทรัพย์โดยมีและใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เฉลิม การปลื้มจิตต์ · บุญส่ง คล้ายแก้ว · ธิรพันธุ์ รัศมิทัต
ศาลล่าง
ศาลจังหวัดนครสวรรค์ - นายวิบูลย์ สุนทรวิภาต
ศาลอุทธรณ์ - นายเลียบ ภิญญะวรรณ
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1416/2531

ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340 วรรคสี่ ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี ซึ้งมีระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 22 ปี 6 เดือน ถึง 30 ปี เป็นบทที่มีโทษเบากว่าความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 ประ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 571/2530

จำเลยกับพวกอีก 1 คน ชิงรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหาย โดยจำเลยเป็นคนขับรถจักรยานยนต์ขวางหน้ารถผู้เสียหาย พวกของจำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจำเลยชักอาวุธปืนออกมาและบอกให้ผู้เสียหายหยุด เมื่อผู้เสียหายขัดขวางมิใ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3703/2526

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยข้อหาพยายามปล้นทรัพย์ จำเลยมิได้อุทธรณ์ส่วนโจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานและพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่อีกด้วย ความผิดในข้อหาพยายามป…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3964/2554

ขณะจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 กระทำการใดอันเป็นการแสดงว่าร่วมรู้เห็นในการที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย การที่จำเลยที่ 1 กระชากสร้อยคอทองคำของผู้เสียหาย…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2549 (เลขอ้างอิง 266772)

ก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 3 ชักชวนผู้เสียหายนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปรับประทานข้าวต้มด้วยกัน ระหว่างทางจำเลยที่ 3 จอดรถและรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นั่งรถไปด้วยโดยเปลี่ยนให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ขับ เมื่อจำเลยท…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้