Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2457/2536

พ.ศ. 2536 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาจะใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายผู้ใดมาก่อนเมื่อชาวบ้านวิ่งไล่ตามจับ

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

เนื้อความคำพิพากษา

จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาจะใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายผู้ใดมาก่อนเมื่อชาวบ้านวิ่งไล่ตามจับ จำเลยที่ 2 ตะโกนว่า "ยิงเลย" เพื่อหลบหนีเอาตัวรอด จำเลยที่ 1 จึงใช้ปืนยิงผู้เสียหายในระยะห่าง2 วา ดังนี้ ถือว่าจำเลยที่ 2 ก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิด จะถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด เมื่อการกระทำของจำเลยที่ 2ตามที่ปรากฏในทางพิจารณาเป็นความผิดตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84แต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ในฐานะตัวการ จึงเป็นการแตกต่างในสาระสำคัญอย่างมากย่อมลงโทษไม่ได้ ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสอง แต่การที่จำเลยที่ 2 ร้องบอกดังกล่าวถือได้ว่าเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิดตาม

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนได้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288,80, 83จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 2 หลบหนี จึงพิจารณาพิพากษาคดีในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 1 ไปก่อนจนคดีถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 81 จำคุก 1 ปี 6 เดือน ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2532 จำเลยที่ 2 เข้ามอบตัวต่อสู้คดีจึงได้ยกคดีขึ้นพิจารณาต่อไปศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 81 วรรคแรกให้ลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุก 1 ปี 6 เดือนจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำเลยที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"คงมีปัญหาขึ้นมาสู่ศาลฎีกาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 เพียงว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาหรือไม่ ปรากฏจากคำเบิกความของผู้เสียหายนายสุริยนต์ ทุนร่องช้างและนายดวงแก้ว นาคิน ประจักษ์พยานโจทก์ว่า ในวันเกิดเหตุนายสุริยนต์ทราบข่าวว่านักศึกษาจะเผาวัดม่วงคำจึงเรียกประชุมสมาชิกนวพลในหมู่บ้าน และให้ผู้เสียหายไปหาข่าว ระหว่างนายสุริยนต์รอฟังข่าวอยู่ นายดวงแก้วมาบอกนายสุริยนต์ว่ามีนักศึกษา 2 คน มาที่บ้านนายทา ไชยวรรณนายสุริยนต์และนายดวงแก้วกับพวกจึงไปที่โรงเรียนบ้านม่วงคำพบจำเลยทั้งสองขับรถจักรยานยนต์มานายสุริยนต์เรียกให้หยุดและถามว่าไปไหนมา จำเลยทั้งสองทิ้งรถจักรยานยนต์แล้ววิ่งไปที่บ้านนายทา

ขณะนั้นผู้เสียหายและนายมงคล กันหาลิกา วิ่งไปดูเมื่อถึงบ้านนายทาพบจำเลยทั้งสองวิ่งสวนทางมา โดยจำเลยที่ 1วิ่งนำหน้าถืออาวุธปืนจำเลยที่ 2 วิ่งตามหลัง จำเลยที่ 2 ได้ร้องตะโกนว่า ยิงเลย จำเลยที่ 1 จึงใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 1 นัดกระสุนปืนถูกผู้เสียหายที่หน้าท้อง ผู้เสียหายหงายหลังล้มลงไปแล้วจำเลยที่ 1 วิ่งเข้าบ้านนายทา จำเลยที่ 2 วิ่งเข้าบ้านนายขันศาลฎีกาเห็นว่า เหตุเกิดเวลากลางวัน ผู้เสียหาย นายสุริยนต์และนายดวงแก้วเห็นเหตุการณ์ในระยะใกล้ชิด ทั้งได้เบิกความสอดคล้องเชื่อมโยงกันไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยที่ 2 ประกอบกับจ่าสิบตำรวจขจรศักดิ์ ถิ่นทิพย์ พยานโจทก์อีกปากหนึ่งก็เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุพยานได้รับคำสั่งให้มาดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในเขตอำเภอแม่แตง

เมื่อตรวจมาถึงบริเวณวัดม่วงคำ พบชาวบ้านชุมนุมกัน สอบถามได้ความว่ามีนักศึกษาขู่จะเผาวัด ต่อมามีชายแปลกหน้า 2 คน ขับรถจักรยานยนต์เข้ามาในหมู่บ้าน เห็นนายสุริยนต์เข้าไปสอบถามชาย 2 คนนั้นทิ้งรถจักรยานยนต์วิ่งหนีไปโดยชายคนที่นั่งซ้อนท้ายถือกล่องกระดาษวิ่งนำหน้า ส่วนชายคนที่ขับรถจักรยานยนต์วิ่งตามหลัง ชาวบ้านและพยานจึงวิ่งไล่ตาม ชายคนที่วิ่งตามหลังร้องตะโกนว่ายิงเลย แล้วมีเสียงปืนดัง 1 นัด พยานวิ่งไปดักหน้าทำการจับกุมชายทั้งสองคนได้คำเบิกความของจ่าสิบตำรวจขจรศักดิ์จึงสนับสนุนคำเบิกความของประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามให้มีน้ำหนักในการรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 2 ได้ร้องตะโกนว่า ยิงเลยจำเลยที่ 1 จึงใช้อาวุธปืนที่ถือมายิงผู้เสียหาย ที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่าชาวบ้านที่ไล่จะทำร้ายจำเลยทั้งสองเป็นคนใช้อาวุธปืนยิงจำเลยทั้งสอง แต่กระสุนปืนพลาดไปถูกผู้เสียหาย

ไม่มีเหตุผลให้เชื่อถือได้ จึงไม่มีน้ำหนักฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์แห่งคดีจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยที่ 2 นำสืบมาเป็นที่เห็นได้ว่าการที่จำเลยทั้งสองเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านม่วงคำครั้งแรกไม่ได้มีเจตนาจะใช้อาวุธปืนยิงทำร้ายผู้ใด จนเมื่อชาวบ้านวิ่งไล่ตามจับจำเลยที่ 2 จึงตะโกนว่ายิงเลย เพื่อหลบหนีเอาตัวรอด แม้จำเลยที่ 1จะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในระยะกระชั้นชิดห่างเพียง 2 วา โดยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหายก็ตามก็จะถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับจำเลยที่ 1 หาได้ไม่ การที่จำเลยที่ 2 ร้องตะโกนว่า ยิงเลยแล้วจำเลยที่ 1 จึงใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายนั้น แสดงว่าจำเลยที่ 1มิได้คิดจะใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายมาก่อน แต่กระทำความผิดไปเพราะจำเลยที่ 2 บอกให้ทำ

การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริม จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 เมื่อข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางพิจารณาเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ก่อให้จำเลยที่ 1กระทำความผิด แต่โจทก์กล่าวในฟ้องยืนยันว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้ร่วมกระทำผิดด้วยกัน จึงเป็นการแตกต่างในสาระสำคัญอย่างมากย่อมลงโทษจำเลยที่ 2 ไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคสอง แต่การที่จำเลยที่ 2 ร้องบอกดังกล่าวถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 86 ซึ่งศาลมีอำนาจลงโทษฐานเป็นผู้สนับสนุนได้"

ผลคำพิพากษา

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 81 ประกอบด้วยมาตรา 86 จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปีไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกมาก่อน ขณะกระทำความผิดเป็นนักศึกษา แม้จำเลยที่ 2 จะหลบหนีไประหว่างพิจารณาคดีของศาล แต่ก็ไปอุปสมบทเป็นภิกษุในบวรพุทธศาสนา ปฏิบัติธรรมมาตลอดจนบัดนี้ ทั้งระหว่างอุปสมบทก็ได้กระทำความดีเป็นประโยชน์แก่สาธารณชนโดยบริจาคโลหิตให้แก่สภากาชาดไทยเพื่อช่วยชีวิตมนุษย์เป็นจำนวนหลายครั้งจนได้รับพระราชทานเหรียญกาชาดสมนาคุณชั้นที่ 1 เข็มที่ระลึกผู้บริจาคโลหิต กับได้อุทิศศพเพื่อการศึกษาแก่โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า ดังปรากฏตามสำเนาเอกสารท้ายฎีกาโดยโจทก์มิได้โต้แย้งคัดค้าน ถือได้ว่ามีเหตุอันสมควรปรานียังไม่สมควรที่จะให้จำเลยที่ 2 ได้รับโทษถึงจำคุกเพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 ได้ปฏิบัติธรรมเป็นภิกษุเผยแพร่ศาสนาพุทธในร่มกาสาวพัสตร์ต่อไป จึงให้รอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้มีกำหนด 2 ปี

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สุทธิ นิชโรจน์ · บุญศรี กอบบุญ · เสมอ อินทรศักดิ์
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 712/2559

จำเลยที่ 2 สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจาก อ. ชาวลาวให้ส่งเมทแอมเฟตามีนนั้นจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเข้ามาในประเทศไทย โดยไม่ได้ความว่าจำเลยที่ 2 กับ อ. เป็นพวกเดียวกันและได้วางแผนแบ่งหน้าที่กั…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8117/2554

การที่จำเลยที่ 1 นำเมทแอมเฟตามีนของกลางติดตัวมานั้นเพื่อส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 ตามที่สั่งซื้อไว้ แม้จำเลยที่ 2 จะถูกจับกุมเสียก่อน แต่ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้ก่อให้จำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลาง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1455/2551

การที่จำเลยที่ 2 พูดว่า ยิงเลย ยิงเลย เป็นการก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริม จำเลยที่ 2 จึงเป็นผู้ใช้ให้กระทำความผิด แต่เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ข้อเท็จจ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2549 (เลขอ้างอิง 268667)

การที่จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพและซัดทอดในชั้นจับกุมว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางทั้งหมดเป็นของจำเลยที่ 3 ฝากให้จำหน่ายนั้น เป็นการให้การต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมทันทีในวันที่ถูกจับ จึงเป็นการยากที่จำเล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6742/2547

การที่จำเลยซึ่งอยู่ในฝั่งประเทศไทยตะโกนข้ามแม่น้ำเหืองที่กั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนและกัญชาจากพวกของจำเลยที่ยืนอยู่ที่ฝั่งลาว โดยจำเลยไม่ได…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้