Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3558/2530

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์สองคนฟ้องขอให้จำเลยใช้ค่าเสียหายรวมเป็นเงิน60,619 บาท โดยโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันที่ถูกชนเรียกร้องค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถยนต์ กับค่าที่รถยนต์เสื่อมราคารวมเป็นเงิน 27,500 บาทและโจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้รับประกันภัยเรียกร้องเงินที่ได้ชดใช้ค่าเสียหายในการซ่อมรถยนต์และค่าลากจูงรถยนต์คันเกิดเหตุไปทำการซ่อมรวมเป็นเงิน 30,809 บาทดังนี้ไม่ใช่เป็นหนี้ร่วมที่ไม่อาจจะแบ่งแยกได้ โจทก์แต่ละคนฟ้องให้จำเลยรับผิดใช้ค่าเสียหายดังกล่าวจึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาทและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ย่อมต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248จำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์คันเกิดเหตุไว้จากจำเลยร่วมแม้จะปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์แต่แรกว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์และจำเลยที่ 3 ได้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 2 ก็ตามแต่ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีโดยอ้างว่าปรากฏข้อเท็จจริงใหม่ภายหลังว่า จำเลยร่วมเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันนี้และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามคำร้องแสดงให้เห็นว่าจำเลยร่วมเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ 3 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์ไว้จากจำเลยร่วม จึงไม่เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกคำฟ้องและคำให้การ.

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 1481 นครสวรรค์ โจทก์ที่ 2 รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวจากโจทก์ที่ 1 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 70 - 0088 เพชรบุรีจำเลยที่ 3 ได้รับประกันภัยรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน70 - 0088 เพชรบุรี ไว้จากจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2523จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 70 - 0088 เพชรบุรี ไปตามถนนราชดำริมุ่งหน้าไปทางสี่แยกประตูน้ำตามคำสั่งหรือในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ด้วยความเร็วสูง เมื่อมาถึงบริเวณสี่แยกราชประสงค์ได้ขับรถล้ำเข้ามาในช่องทางวิ่งที่รถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 80 - 1481 นครสวรรค์ของโจทก์ที่ 1 จอดรอสัญญาณไฟแดงอยู่ เป็นเหตุให้รถยนต์ที่จำเลยที่ 1 ขับพุ่งเข้าชนท้ายรถยนต์ของโจทก์ที่ 1 แล้วรถยนต์ของโจทก์ที่ 1พุ่งชนท้ายรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน 02547 ขอนแก่นที่จอดรอสัญญาณไฟแดงอยู่ข้างหน้า

ทำให้รถยนต์ของโจทก์ที่ 1ได้รับความเสียหาย โจทก์ที่ 1 ต้องขาดประโยชน์จากการใช้รถในการประกอบกิจการบรรทุกสินค้า วันละ 500 บาท เป็นเงิน17,500 บาท และต้องเสียหายที่รถเสื่อมราคาเป็นเงิน 10,000บาท รวมเป็นเงิน 27,500 บาท โจทก์ที่ 2 ในฐานผู้รับประกันภัยรถยนต์ต้องชดใช้ค่าเสียหายในการซ่อมรถเป็นเงิน 27,009 บาทและค่าลากจูงรถจากที่เกิดเหตุไปทำการซ่อมเป็นเงิน 3,800บาท รวมเป็นเงิน 30,809 บาทแทนโจทก์ที่ 1 คิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันทำละเมิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 2,310 บาท รวมเป็นเงิน 33,119 บาทขอให้พิพากษาบังคับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 60,619 บาทแก่โจทก์

พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 58,309 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา จำเลยที่ 2 ที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นลูกจ้างขับรถในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โจทก์ที่ 1 ไม่ได้เป็นเจ้าของรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 1481 นครสวรรค์ และมิได้เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวกับโจทก์ที่ 2 โจทก์ที่ 2 ไม่ต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายต่อโจทก์ จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 70 - 0088 เพชรบุรีไว้กับจำเลยที่ 3 เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 1481 นครสวรรค์ ที่ขับด้วยความเร็วสูงและแซงรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 70 - 0088 เพชรบุรีในระยะกระชั้นชิด ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น

โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกนายชูศักดิ์ แซ่ก๊วย เข้ามาเป็นจำเลยร่วมเพื่อให้รับผิดร่วมกับจำเลยอื่นโดยอ้างว่าปรากฏข้อเท็จจริงใหม่ภายหลังจากยื่นฟ้องคดีนี้ว่า นายชูศักดิ์เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 70 - 0088 เพชรบุรี และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งกระทำละเมิดโดยขับรถยนต์คันดังกล่าวไปในทางการที่จ้างของนายชูศักดิ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยร่วมมิได้เป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 70 - 0088 เพชรบุรี และจำเลยร่วมมิได้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 เหตุที่รถชนกันเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 80 - 1481 นครสวรรค์ ที่ขับรถด้วยความเร็วสูงและขับแซงรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 70 - 0088เพชรบุรี ในระยะกระชั้นชิด

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จำเลยร่วม และจำเลยที่ 3ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 13,750 บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 9 ธันวาคม 2523) จนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยที่ 1 จำเลยร่วม และจำเลยที่ 3 ร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 30,809 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันฟ้อง (วันที่ 2 ธันวาคม 2524)จนกว่าจะชำระเสร็จคำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 3 และจำเลยร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 3 และจำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีนี้โจทก์จะฟ้องขอให้จำเลยร่วมกันใช้ค่าเสียหายรวมเป็นเงิน 60,619 บาทแก่โจทก์ แต่จำนวนเงินค่าเสียหายที่โจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 แต่ละคนมีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยร่วมกันรับผิดชดใช้ให้นั้น สำหรับโจทก์ที่ 1 เป็นจำนวนเงิน 27,500 บาท และโจทก์ที่ 2 เป็นจำนวนเงิน 33,119 บาท ไม่ใช่เป็นหนี้ร่วมที่ไม่อาจจะแบ่งแยกได้ ที่โจทก์ทั้งสองแต่ละคนฟ้องให้จำเลยร่วมกันรับผิดใช้ค่าเสียหายนั้น เป็นคดีมีทุนทรัพย์ไม่เกินห้าหมื่นบาท และศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 ส่วนข้อที่จำเลยฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่ 3รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 70 - 0088 เพชรบุรี

ไว้จากจำเลยร่วม เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกคำฟ้อง คำให้การ นั้นศาลฎีกาเห็นว่า แม้จะปรากฏตามคำฟ้องของโจทก์แต่แรกว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน70 - 0088 เพชรบุรีจำเลยที่ 3 ได้รับประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้จากจำเลยที่ 2 ก็ตามแต่ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเรียกจำเลยร่วมเข้ามาในคดีโดยอ้างว่าปรากฏข้อเท็จจริงใหม่ภายหลังว่า จำเลยร่วมเป็นเจ้าของผู้ครอบครองรถยนต์คันนี้ และเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ซึ่งตามคำร้องดังกล่าวก็เป็นการแสดงให้เห็นแล้วว่าจำเลยร่วมเป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์คันดังกล่าวไว้กับจำเลยที่ 3 ด้วยดังนั้นการที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่ 3 รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 70 - 0088 เพชรบุรีไว้จากจำเลยร่วม จึงไม่ใช่เป็นการฟังข้อเท็จจริงนอกคำฟ้องและคำให้การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ · สุรัตน์ ศรีอนุพันธุ์ · จำนง นิยมวิภาต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3832/2540

คดีทั้งสองสำนวนนี้โจทก์ที่ 1 ฟ้องขอแบ่งมรดกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจำนวน 1 ใน 7 ส่วน คิดเป็นเงิน 220,000บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 ได้รับส่วนแบ่งมรดกที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจำนวน 1 ใน 14 ส่วน คิดเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2485/2533

โจทก์ฟ้องผู้จัดการมรดกเป็นจำเลย ทายาทร้องสอดเข้ามาขอให้ยกฟ้องโจทก์ เป็นการร้องสอดเข้ามาในคดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57(1)ซึ่งตามมาตรา 58 วรรคแรก บัญญัติให้ผู้ร้องสอดมีสิทธิเสมือนหนึ่งว่าตนได้ฟ้องหรือถูกฟ้อง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 989/2501

ผู้ที่ร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยในคดียกข้อต่อสู้พิพาทต่อโจทก์นั้นย่อมถือได้ว่าได้เข้ามามีฐานะเป็นจำเลยตามที่ตนขอ ต่อมาเมื่อคดีถึงที่สุดในชั้นบังคับคดี จะมาอ้างข้อต่อสู้ขึ้นใหม่ไม่ได้ เพราะเป็นการกล่าวอ้าง…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 662/2498

แม้จำเลยจะได้ครอบครองที่พิพาทตลอดมามีฐานะอันจะจดทะเบียนสิทธิของตนก่อนมีการออกโฉนดแล้วก็ดี เมื่อยังมิได้จดทะเบียนสิทธินั้นและโจทก์ได้รับโอนมาโดยมีค่าตอบแทนโดยสุจริตและได้จดทะเบียนโอนโฉนดกันเรียบร้อยแล้…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 660/2490

ในกรณีที่เป็นผัวเมียตามกฎหมายเก่า เมื่อไม่ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายมีสินเดิม ก็ต้องแบ่งสินสมรสให้แก่สามี 2 ส่วน ภรรยา 1 ส่วน ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยปกครองมฤดกแทนโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์ยกฟ้องในข้อที่ไม่มีทรัพย์…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้