Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3698/2531

พ.ศ. 2531 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ทนายโจทก์เบิกความยืนยันว่า ว.กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทโจทก์ได้ลงชื่อในใบแต่งทนายความตั้งแต่งทนายโจทก์และ ส.ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของโจทก์และได้ติดต่อการงานกับ ว.ยืนยันลายมือชื่อของว. เช่นนี้รับฟังได้ว่าว.ได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ตั้งแต่งทนายความโดยชอบโดยโจทก์ไม่จำต้องนำว.มาเบิกความยืนยันในเรื่องนี้อีกทนายความผู้ได้รับแต่งย่อมมีอำนาจเรียงคำฟ้องและลงชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 62เมื่อโจทก์ได้ยื่นใบแต่งทนายความต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 แล้ว โจทก์ก็ไม่จำต้องระบุอ้างใบแต่งทนายความในบัญชีระบุพยานอีก ศาลชั้นต้นชี้สองสถานโดยไม่ได้กำหนดข้อต่อสู้ของจำเลยเรื่องอำนาจการบอกกล่าวบังคับจำนองไว้เป็นประเด็นข้อพิพาท จำเลยมิได้โต้แย้งไว้ ถือได้ว่าจำเลยได้สละประเด็นข้อนี้แล้ว จึงไม่ใช่ข้อกฎหมายที่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่วินิจฉัยประเด็นข้อนี้ได้ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน จำเลยให้การรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์ฟ้องจริงแต่ได้ชำระหนี้แก่โจทก์แล้วเช่นนี้ ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ดังที่ปรากฏในตั๋วสัญญาใช้เงิน ฉะนั้นเอกสารซึ่งเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินจึงไม่จำเป็นแก่คดีที่จะต้องอ้างมาเป็นพยานหลักฐานอีก ตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องจะปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่จึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ฟังได้เป็นยุติแล้ว

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญาขายลดตั๋วเงินและสัญญาจำนองต่อโจทก์

จำเลยให้การว่าชำระหนี้แล้ว การบังคับจำนองไม่ชอบ และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามฟ้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อแรกว่า นายบำรุง ดิษพันธุ์ เป็นผู้มีอำนาจเรียงคำฟ้องและลงชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์ได้หรือไม่ ข้อนี้โจทก์นำสืบว่า นายวีระรมยะรูปกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 ได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์แต่งตั้งให้นายบำรุง ดิษพันธุ์ เป็นทนายความของโจทก์ในคดีนี้โจทก์มีนายบำรุง ดิษพันธุ์ มาเป็นพยานเบิกความยืนยันว่านายวิระ รมยะรูป เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ลงชื่อในใบแต่งทนายความตั้งแต่งให้พยานเป็นทนายความฟ้องคดีนี้ปรากฏตามใบแต่งทนายความ (ลงวันที่ 22 พฤศจิกายน 2526)ที่รวมอยู่ในสำนวน และนายสมชัย

โภควนิช พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ จำกัด สาขาศรีสะเกษ เบิกความสนับสนุนว่า ลายมือชื่อและตราประทับในช่องผู้แต่งทนายความของโจทก์นั้นเป็นลายมือชื่อของนายวิระ รมยะรูป และตราของโจทก์ เห็นว่านายสมชัย โภควนิช เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของโจทก์ได้ติดต่อการงานกับนายวิระซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของโจทก์ย่อมเคยเห็นลายมือชื่อของนายวิระดังนั้น ที่นายสมชัยยืนยันว่าเคยเห็นและจำเลยมือชื่อของนายวิระได้นั้นจึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือรับฟังได้ โดยโจทก์ไม่จำเป็นต้องนำนายวิระมาเบิกความยืนยันในเรื่องนี้อีก จำเลยไม่มีพยานมาสืบหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าว ฟังได้ว่าโจทก์ โดยนายวิระ รมยะรูป ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของโจทก์ตั้งแต่งนายบำรุง

ดิษพันธุ์เป็นทนายความของโจทก์ในคดีนี้โดยชอบ เช่นนี้ นายบำรุง ดิษพันธุ์ ย่อมมีอำนาจเรียงคำฟ้องและลงชื่อในคำฟ้องแทนโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 62 สำหรับข้อที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า โจทก์ไม่ได้ระบุอ้างใบแต่งทนายความในบัญชีระบุพยานจึงรับฟังใบแต่งทนายความไม่ได้นั้นเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ตั้งแต่งนายบำรุงดิษพันธุ์ เป็นทนายความดังที่ได้วินิจฉัยแล้วข้างต้น และโจทก์ก็ได้ยื่นใบแต่งทนายความต่อศาลเพื่อรวมไว้ในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 61 แล้วเช่นนี้โจทก์ไม่จำต้องระบุอ้างใบแต่งทนายความในบัญชีระบุพยานอีก ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้นที่จำเลยทั้งสองฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า

เรื่องอำนาจการบอกกล่าวแจ้งบังคับจำนองนั้น จำเลยทั้งสองได้ต่อสู้โต้แย้งในคำให้การแล้วแม้ว่าศาลชั้นต้นจะมิได้กำหนดประเด็นไว้แจ้งชัดก็ตาม แต่เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 728บัญญัติว่า การฟ้องบังคับจำนองต้องบอกกล่าวเป็นหนังสือก่อนฟ้องมิฉะนั้นศาลจะพิพากษาสั่งบังคับทรัพย์จำนองตามขอไม่ได้ และการบอกกล่าวบังคับจำนอง ผู้รับจำนองเป็นผู้มีอำนาจบอกกล่าวหากให้ผู้อื่นบอกกล่าวบังคับจำนองแทน ก็ต้องทำเป็นหนังสือตามหลักกฎหมายเรื่องตัวการตัวแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 798 เมื่อโจทก์มิได้นำสืบถึงเรื่องนี้ซึ่งเป็นข้อกฎหมายศาลอุทธรณ์ชอบที่จะวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์นั้นศาลฎีกาเห็นว่าแม้จำเลยทั้งสองจะได้ให้การเกี่ยวกับปัญหานี้ว่ากรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์มิได้แต่งตั้งให้นายบำรุง

ดิษพันธุ์แจ้งบังคับจำนองก็ตาม แต่เมื่อศาลชั้นต้นชี้สองสถานไม่ได้กำหนดไว้เป็นประเด็นพิพาท จำเลยทั้งสองก็มิได้โต้แย้งไว้แต่อย่างใดถือได้ว่าจำเลยทั้งสองได้สละประเด็นข้อนี้แล้วจึงไม่ใช่ข้อกฎหมายที่ว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น และปัญหาดังกล่าวมิใช่ปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยให้จึงชอบแล้ว

จำเลยทั้งสองฎีกาข้อสุดท้ายว่า จำเลยทั้งสองให้การว่าเป็นหนี้โจทก์ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 25 ฉบับ แต่ได้ชำระหนี้แล้วสัญญาต่าง ๆ ระงับสิ้น โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งสองชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวโจทก์จึงมีความจำเป็นต้องนำสืบและอ้างส่งตั๋วสัญญาใช้เงินเป็นพยานหลักฐานต่อศาลให้สมคำฟ้องให้ครบองค์ฟ้องจึงจะพิพากษาสั่งบังคับจำเลยได้ ดังนั้น เมื่อตั๋วสัญญาใช้เงินปิดอากรไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย (ขณะอ้างส่งศาล) จึงต้องห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานของโจทก์จึงเท่ากับไม่มีตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 25 ฉบับดังกล่าว (คือเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.28) ในสำนวนซึ่งจำเลยต่อสู้ว่าหนี้ได้ชำระหมดสิ้นแล้วโจทก์จึงไม่มีหลักฐานแห่งหนี้ให้ปรากฏต่อศาล จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์ไม่วินิจฉัยในปัญหาตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องโจทก์ปิดอากรแสตมป์ไม่ครบถ้วนตามกฎหมายรับฟังเป็นพยานหลักฐานไม่ได้นั้นจึงเป็นการไม่ชอบนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน25 ฉบับ (ตามเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.28) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น5,000,000 บาท จำเลยทั้งสองก็ให้การรับว่าเป็นหนี้โจทก์ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์ฟ้องจริง ดังนี้ เมื่อจำเลยทั้งสองยอมรับแล้วว่าเป็นหนี้โจทก์จริงตามฟ้อง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองเป็นหนี้โจทก์ดังที่ปรากฏในตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องจริงฉะนั้น เอกสารซึ่งเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินจึงไม่จำเป็นแก่คดีที่จะต้องอ้างมาเป็นพยานหลักฐานอีก เพราะข้อเท็จจริงย่อมฟังได้ตามฟ้องโจทก์ซึ่งจำเลยทั้งสองได้ให้การยอมรับแล้ว ดังนั้น ตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องจะปิดอากรแสตมป์ครบถ้วนหรือไม่ก็ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ฟังได้เป็นยุติ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
สหัส สิงหวิริยะ · มงคล เปาอินทร์ · นิเวศน์ คำผอง
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3605/2534

โจทก์บรรยายฟ้องว่าได้มอบอำนาจให้ น. เป็นผู้รับมอบอำนาจและแต่งทนายโจทก์จำเลยมิได้ให้การปฏิเสธโดยชัดแจ้งว่าโจทก์มิได้มอบอำนาจดังกล่าวไว้ คดีจึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยเรื่องการมอบอำนาจ ไม่มีกรณีต้อ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2528 (เลขอ้างอิง 27059)

การเป็นนิติบุคคลประเภทหุ้นส่วนบริษัทและอำนาจของผู้แทนนิติบุคคลนั้น นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้ลงทะเบียนส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาและถือว่าเป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปว…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2528 (เลขอ้างอิง 103284)

การเป็นนิติบุคคลประเภทหุ้นส่วนบริษัทและอำนาจของผู้แทนนิติบุคคลนั้น นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทจะต้องแต่งย่อรายการซึ่งได้ลงทะเบียนส่งไปลงพิมพ์โฆษณาในหนังสือราชกิจจานุเบกษาและถือว่าเป็นอันรู้แก่บุคคลทั้งปว…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1610/2508

ประเด็นที่ว่า โจทก์ไม่เป็นนิติบุคคลและใบมอบอำนาจไม่ปิดอากรแสตมป์ จำเลยมิได้ยกขึ้นเป็นข้อโต้เถียงคัดค้านในชั้นศาลอุทธรณ์ เพิ่งมายกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกา เป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1434/2545

การมอบอำนาจตาม ป.วิ.พ. มาตรา 60 วรรคสอง มิได้บังคับว่าผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจหรือพยานผู้รู้เห็น จะต้องลงชื่อเมื่อใด ดังนั้น แม้ผู้มอบอำนาจ ผู้รับมอบอำนาจหรือพยานผู้รู้เห็นจะลงลายมือชื่อภายหลังที่ได…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้