Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5289/2545

พ.ศ. 2545 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้กระทำความผิด ไม่บอกกล่าวล่วงหน้าและเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานฯ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงานฯ ส่วนจำเลยให้การว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่โดยการลักทรัพย์ของจำเลย ซึ่งจำเลยได้ฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาแล้ว อันเป็นการยกข้อต่อสู้ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวขึ้นอ้างเพื่อไม่ต้องจ่ายเงินตามที่โจทก์เรียกร้อง ดังนี้ ศาลแรงงานกลางสามารถฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่คู่ความนำสืบแล้ววินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทในคดีนี้ได้โดยไม่จำต้องมีคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาในข้อเท็จจริงนั้นก่อน แม้ว่าทรัพย์ดังกล่าวจะเป็นทรัพย์ที่จำเลยอ้างไว้ในคดีแพ่งและคดีอาญา แต่หากจำเลยจะขอให้บังคับทางแพ่งด้วยก็ได้แต่ขอให้คืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์ฐานละเมิดเท่านั้น จำเลยจะขอให้เลิกจ้างโจทก์ด้วยไม่ได้ คดีนี้จึงมิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ศาลแรงงานกลางไม่จำต้องรอหรือถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาแต่อย่างใด

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำงานในตำแหน่งหัวหน้าคลังสินค้าได้รับจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 24,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์ไม่ได้กระทำความผิด ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายและเป็นการเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โจทก์มีสิทธิได้รับค่าชดเชย 192,000 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 24,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม2,016,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 24,000 บาทค่าชดเชย 192,000 บาท และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 2,016,000 บาทแก่โจทก์จำเลยให้การว่า โจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ กระทำผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลยด้วยการลักทรัพย์สุราต่างประเทศของจำเลย

จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้องศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าค่าชดเชย และค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม รวมเป็นเงินจำนวน 444,000 บาทแก่โจทก์จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ที่จำเลยอุทธรณ์ว่า จำเลยเลิกจ้างโจทก์เนื่องจากตรวจสอบพบว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดอาญาฐานลักทรัพย์หรือยักยอกทรัพย์สุราต่างประเทศจำนวน 10,339 ขวด จำเลยได้ยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2543 ในความผิดฐานลักทรัพย์นายจ้างและยักยอกทรัพย์เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 6224/2543 ซึ่งคดีอาญาดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการไต่สวนมูลฟ้องของศาลอาญากรุงเทพใต้ และคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่าจำเลยไม่ต้องรับผิดใด ๆ ต่อโจทก์เนื่องจากจำเลยเลิกจ้างโจทก์เพราะโจทก์กระทำผิดอาญาต่อจำเลย คดีนี้จึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาปรากฏว่าคดีอาญาที่จำเลยฟ้องโจทก์ยังอยู่ในการพิจารณาของศาลอาญากรุงเทพใต้ซึ่งศาลดังกล่าวยังไม่มีคำพิพากษา

การที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้กระทำความผิดอาญาต่อจำเลยจึงมิได้ถือเอาข้อเท็จจริงในส่วนคดีอาญา เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยกล่าวหาว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่ได้กระทำความผิด ไม่บอกกล่าวล่วงหน้าตามกฎหมายและเป็นการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ โดยมีคำขอบังคับให้จำเลยจ่ายค่าชดเชย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าโจทก์ทุจริตต่อหน้าที่ กระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่จำเลยด้วยการลักทรัพย์ของจำเลย ซึ่งเป็นการยกข้อต่อสู้ตามพระราชบัญญัติดังกล่าวข้างต้นขึ้นอ้างเพื่อไม่ต้องจ่ายเงินตามที่โจทก์เรียกร้องในการพิจารณาคดีเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของโจทก์

ศาลแรงงานกลางย่อมฟังข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์และจำเลยนำสืบและนำมาวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นข้อพิพาทในคดีได้โดยไม่จำต้องมีคำพิพากษาของศาลในคดีอาญาในข้อเท็จจริงนั้นก่อน นอกจากนี้คดีอาญาที่จำเลยฟ้องโจทก์กล่าวหาว่าโจทก์ลักทรัพย์ ลักทรัพย์นายจ้างและยักยอกทรัพย์และขอให้ศาลอาญากรุงเทพใต้ลงโทษโจทก์นั้น แม้ทรัพย์ดังกล่าวจะเป็นทรัพย์ที่จำเลยกล่าวอ้างไว้ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา แต่หากจำเลยจะขอให้บังคับทางแพ่งด้วยก็ได้แต่ขอให้คืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์ฐานละเมิดเท่านั้น จำเลยจะขอให้เลิกจ้างโจทก์ด้วยไม่ได้ คดีนี้จึงมิใช่คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาดังที่จำเลยอ้าง ศาลแรงงานกลางไม่จำต้องรอหรือถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
เกษมสันต์ วิลาวรรณ · วีรพจน์ เพียรพิทักษ์ · พูนศักดิ์ จงกลนี
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568

ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัต…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14267/2558

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 เลิกจ้างโจทก์โดยโจทก์ไม่ได้กระทำความผิดลักทรัพย์อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ตามที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง ขอให้จำเลยที่ 1 จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าเสียหายจากการเ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6075/2549

จำเลยทั้งสามติดต่อและตกลงรับโจทก์เข้าทำงานกับจำเลยที่ 1 เพราะเห็นว่าโจทก์เป็นผู้มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์สามารถทำหน้าที่บริหารดูแลงานทรัพย์สินทางปัญญาอันเป็นสาระสำคัญของสัญญาจ้างงาน การเป็นเนติ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2548 (เลขอ้างอิง 268329)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับบริษัทจำเลยผู้เป็นนายจ้างจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานอันถึงที่สุด เป็นกรณีลูกจ้างฟ้องให้นายจ้างชำระเงินตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 51/2545

สัญญาจ้างแรงงานระหว่างโจทก์จำเลยไม่ได้กำหนดระยะเวลาจ้างไว้ โจทก์และจำเลยจึงมีสิทธิเลิกสัญญาได้ด้วยการบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 วรรคหนึ่ง และพระราชบัญญั…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้