คำฟ้องและคำให้การ
ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 580/2537บริษัทปราณีภัณฑ์ จำกัดโจทก์นายกิตติศักดิ์ ไก่แก้วจำเลยนายกิตติศักดิ์ ไก่แก้ว จำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 218 วรรคแรก, ม. 249ความว่า
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกาข้อแรกที่ว่าการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นการฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัย ส่วนฎีกาข้อสองที่ขอให้รอการลงโทษเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218จึงไม่รับฎีกาจำเลยทั้งสองข้อจำเลยเห็นว่า ฎีกาที่ว่า ศาลชั้นต้นมิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎหมายโดยไม่ แจ้งการนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ให้จำเลยทราบ การอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญเกี่ยวกับคดี ส่วนฎีกาที่ให้รอการลงโทษเมื่อข้อเท็จจริงยุติแล้วก็จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญในการกำหนดอัตราโทษที่จะลงแก่จำเลย จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมาย
โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไปด้วยหมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว (อันดับ 92)ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534มาตรา 4 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 เรียงกระทงลงโทษ สี่กระทงต่างกัน กระทงแรกจำคุก 6 เดือน กระทงที่สองจำคุก 2 เดือน กระทงที่สามจำคุก 6 เดือน และกระทงที่สี่จำเลย 2 เดือน รวมสี่กระทงจำคุก16 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 8 เดือนศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คพ.ศ. 2534 มาตรา 4 ให้เรียงกระทงลงโทษกระทงแรกจำคุก 4 เดือน กระทงที่สองจำคุก 1 เดือน
กระทงที่สามจำคุก 5 เดือนกระทงที่สี่จำคุก 1 เดือน รวมจำคุก 11 เดือนจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงให้จำคุก5 เดือน 15 วันจำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับฎีกา (อันดับ 89 แผ่นที่ 3)จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ (อันดับ 90)คำสั่งพิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเฉพาะโทษที่ลงแก่จำเลย ไม่ได้แก้บทมาตราด้วยเป็นการแก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกจำเลยแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคแรกที่จำเลยฎีกาอ้างเหตุต่าง ๆ มาเพื่อขอให้ศาลรอการลงโทษแก่จำเลยนั้น เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ จึงเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
ต้องห้ามตามบทมาตราดังกล่าวข้างต้น ส่วนฎีกาที่ว่าจำเลยไม่ทราบกำหนดนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์การอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเมื่อปรากฏว่าจำเลยได้ยื่นฎีกาเข้ามาภายในกำหนดแล้วจึงเป็นข้อกฎหมายไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง