Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6037/2534

พ.ศ. 2534 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 188 นายกเทศมนตรีเทศบาลนครหลวงขณะนั้นเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ตามคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติ หัวหน้าแผนกพิจารณาอุทธรณ์และคำร้อง กองกฎหมายและคดี หัวหน้าแผนกสำรวจ กองรังวัดและที่ดิน ฝ่ายการโยธาเทศบาลนครหลวงหรือของกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1 ในปัจจุบันเป็นกรรมการเวนคืนที่ดินพิพาทเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และมีประกาศของจำเลยที่ 1 ให้เจ้าของที่ดินยื่นคำขอรับเงินค่าทดแทนจากคณะกรรมการเวนคืน นอกจากนี้ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 188 ข้อ 3 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2497 มาตรา 8, 10 ให้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ต้องเวนคืนนั้นตกมาเป็นของเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่จะมีสิทธิเข้าครอบครองทรัพย์สินได้ต่อเมื่อใช้เงินหรือวางเงินค่าทดแทนแล้ว แสดงความมุ่งหมายของประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 188 ว่า การเวนคืนที่ดินพิพาทก็เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 ปรากฏว่าเมื่อ พ.ศ.2526 จำเลยที่ 1 ได้เข้าครอบครองทำถนนโดยไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่ ส.เจ้าของที่ดินพิพาทขณะนั้น ตามประกาศของคณะปฏิวัติแต่อย่างใดเมื่อ ส.ทวงถาม จำเลยที่ 1 กลับมีหนังสือตอบผัดผ่อนเรื่อยมาโดยไม่ได้โต้แย้งให้ทวงถามค่าทดแทนจากบุคคลอื่น โจทก์ซึ่งเป็นทายาทรับมรดกจาก ส.จึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้จำเลยที่ 1 ไม่อาจยกเหตุที่ไม่ได้งบประมาณจากรัฐบาลเป็นข้อแก้ตัวได้ เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการเวนคืนที่ดินพิพาท แม้จะฟังว่าคณะรัฐมนตรีมีมติให้โอนสิทธิในที่ดินพิพาทไปให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยภายหลังก็หาทำให้โจทก์สิ้นสิทธิเรียกค่าทดแทนซึ่งมีอยู่เดิมแล้วแต่อย่างใดไม่ ทั้งมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวก็ไม่ใช่กฎหมายที่จะลบล้างประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 188 ซึ่งมีผลเป็นกฎหมายอีกด้วย ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 36วรรคสอง การเวนคืนและการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ปฏิบัติไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้เป็นอันใช้ได้ แต่การดำเนินการต่อไปให้ดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ เมื่อกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ยังมิได้กำหนดค่าทดแทนภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 23 วรรคสอง เป็นการมิชอบและกรณีไม่ใช่เรื่องการชำระค่าทดแทนเพิ่มขึ้นตามมาตรา 26 วรรคสาม หรือการจ่ายค่าทดแทนล่าช้าตามมาตรา 28 และมาตรา 33 การคำนวณดอกเบี้ยในค่าทดแทนตามมาตราดังกล่าวจึงไม่อาจนำมาปรับในค่าทดแทนในกรณีนี้ได้ และเมื่อไม่มีบทบัญญัติกฎหมายโดยเฉพาะ โจทก์ก็ชอบที่จะได้ดอกเบี้ยในค่าทดแทนที่ยังมิได้รับชำระในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 และเมื่อศาลชั้นต้นกำหนดให้เรียกดอกเบี้ยได้มีกำหนด 10 ปีนับแต่วันฟ้องย้อนขึ้นไป จำเลยที่ 1 มิได้อุทธรณ์เฉพาะในส่วนนี้ ศาลฎีกาจึงไม่มีเหตุจะแก้ไข

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

ป.พ.พ. มาตรา 224 ป.วิ.พ. มาตรา 55 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2497 มาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 23 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 26 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 28 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 33 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 มาตรา 36

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทั้งสี่เป็นทายาทโดยธรรมและเป็นผู้จัดการมรดกของหม่อมเสมอ สวัสดิวัตน์ จำเลยที่ ๑ เป็นราชการบริหารส่วนท้องถิ่นมีฐานะเป็นนิติบุคคล โดยมีจำเลยที่ ๒ เป็นผู้ว่าราชการของจำเลยที่ ๑ และเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๘๘ ลงวันที่ ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๑๕ ที่ดินโฉนดเลขที่ ๑๘๓๖ตำบลรองเมือง (ปทุมวัน) อำเภอปทุมวัน (สามเพ็ง) กรุงเทพมหานคร เป็นกรรมสิทธิ์ของหม่อมเสมอ สวัสดิวัตน์ ซึ่งได้รับมรดกมาจากคุณหญิงเนื่อง บุรีนวราษฎร์ มารดา และได้ถูกเวนคืนโดยประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวบางส่วน เนื้อที่ ๒๔๐ ตารางวาเฉพาะส่วนที่ถูกเวนคืนและแบ่งแยกออกไปแล้ว ตามโฉนดเลขที่ ๗๓๐๓ และประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ว่านี้

ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๑๕ มีผลใช้บังคับถัดจากวันประกาศเป็นต้นไป ทั้งให้มีผลใช้บังคับเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งออกตามความในมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหา-ริมทรัพย์ พ.ศ.๒๔๙๗ กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่ต้องเวนคืนให้ตกเป็นของเจ้าหน้าที่เวนคืน และจำเลยที่ ๑ ได้เข้าครอบครองทำถนนเป็นทางสาธารณะแล้วโดยไม่ได้ทำความตกลงในเรื่องเงินค่าทดแทนกับผู้มีสิทธิแต่ประการใด ต่อมาหัวหน้าคณะปฏิวัติได้มีคำสั่งที่ ๗๖/๒๕๑๕ ตั้งกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ขึ้นชุดหนึ่ง แต่ก็มิได้ทำความตกลงใด ๆ กับผู้มีสิทธิในเรื่องเงินค่าทดแทนที่ดิน หม่อมเสมอได้เรียกร้องค่าทดแทนหลายครั้ง

จำเลยทั้งสองโดยผู้อำนวยการสำนักการโยธาจึงได้มีหนังสือแจ้งว่าจำเลยที่ ๑ ได้ขอเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไปแล้ว แต่ยังไม่ได้รับ หากได้รับก็จะทำความตกลงกับผู้มีส่วนได้เสียต่อไป หม่อมเสมอได้ถึงแก่กรรมไปเสียก่อน เงินค่าทดแทนจึงตกเป็นมรดกแก่โจทก์ทั้งสี่ และที่ดินดังกล่าวอยู่ในที่ชุมนุมมีถนนซอยติดต่อกับถนนพระรามสี่ และถนนรองเมือง ๒ สาย ใน พ.ศ.๒๕๑๐ จำเลยเคยให้ค่าทดแทนที่ดินของคุณหญิงเจือซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของหม่อมเสมอ ราคาตารางวาละ ๒,๕๐๐ บาท ใน พ.ศ.๒๕๑๕ ซึ่งประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๘๘ ใช้บังคับ ราคาซื้อขายตามธรรมดาสูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ เป็นตารางวาละ๕,๐๐๐ บาท และตั้งวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๒๘ ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๓๐ สำนักงานกลางประเมินราคาทรัพย์สินประเมินไว้ตารางวาละ ๑๕,๐๐๐ บาท แต่โจทก์ทั้งสี่ขอคิดค่าทดแทนตารางวาละ ๕,๐๐๐ บาท

เนื้อที่ ๒๔๐ ตารางวา เป็นเงิน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตั้งแต่วันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๑๕ ถึงวันฟ้องเป็นเวลา๑๔ ปี เป็นเงินดอกเบี้ย ๑,๒๖๐,๐๐๐ บาท โจทก์ทั้งสี่บอกกล่าวแล้ว แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินค่าทดแทนจำนวน ๒,๔๖๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงิน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท ตั้งแต่วันถัดจากวันฟ้องจนถึงวันชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๘๘ ข้อ ๓ และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.๒๔๙๗มาตรา ๑๐ บัญญัติว่าเจ้าหน้าที่จะมีสิทธิเข้าครอบครองทรัพย์สินได้ต่อเมื่อได้ใช้เงินหรือวางเงินค่าทดแทนแล้ว แต่คดีนี้จำเลยทั้งสองยังมิได้เข้าครอบครองที่ดินของโจทก์ เนื่องจากยังมิได้รับเงินงบประมาณจากรัฐบาล สิทธิครอบครองทรัพย์สินยังเป็นของโจทก์ทั้งสี่อยู่ โจทก์ไม่ถูกโต้แย้งสิทธิ และจำเลยที่ ๑ มิได้เป็นผู้เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ เป็นแต่เพียงหน่วยงานดำเนินการตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๘๘ เท่านั้น จึงไม่ต้องรับผิด จำเลยที่ ๒ มิได้กระทำการในฐานะส่วนตัว

ทั้งเพิ่งมารับตำแหน่งผู้ว่าราชการของจำเลยที่ ๑ ในพ.ศ.๒๕๒๙ มิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ทั้งสี่ ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้ลงมติเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน๒๕๒๙ ให้โอนอสังหาริมทรัพย์ของกระทรวงมหาดไทยซึ่งได้มาตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๘๘ ให้แก่การทางพิเศษแห่งประเทศไทย ฉะนั้น หน้าที่ในการดำเนินการจึงมิได้ตกอยู่แก่จำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองไม่จำต้องรับผิดต่อโจทก์ทั้งสี่และค่าทดแทนตารางวาละ๕,๐๐๐ บาท นั้นสูงเกินไป เพราะราคาปานกลางของที่ดิน เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ใน พ.ศ.๒๕๑๕ มีราคาตารางวาละไม่เกิน ๒,๕๐๐ บาท และดอกเบี้ยที่โจทก์ทั้งสี่คิดก็ไม่ถูกต้อง เพราะเรื่องนี้เจ้าหน้าที่ยังมิได้กำหนดค่าทดแทนตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.๒๔๙๗ มาตรา ๓๐ โจทก์ทั้งสี่จึงไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๑ ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินแก่โจทก์ทั้งสี่จำนวน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยของต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี โดยให้นับแต่วันฟ้องย้อนขึ้นไปมีกำหนด ๑๐ ปี ให้โจทก์ทั้งสี่ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินที่ถูกเวนคืนประมาณ ๒๔๐ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๑และให้จำเลยที่ ๑ ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๑,๒๐๐,๐๐๐ บาทนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ ๒ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นข้อที่ให้โจทก์ทั้งสี่ดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินที่ถูกเวนคืนประมาณ ๒๔๐ ตารางวา ให้แก่จำเลยที่ ๑ เสีย และค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๒ ในศาลชั้นต้นให้เป็นพับแก่กันทั้งสองฝ่าย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ ๑ ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาตามฎีกาจำเลยที่ ๑ ข้อแรกว่า เมื่อประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๘๘ ข้อ ๑ ระบุใจความว่า ให้เวนคืนที่ดินพิพาทตำบลรองเมือง อำเภอปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ให้แก่กระทรวงมหาดไทย และข้อ ๒ ระบุให้จำเลยที่ ๒ เป็นเพียงหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ดำเนินการเวนคืนที่ดินพิพาท โจทก์จะมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ หรือไม่ในข้อนี้ได้ความจากนายขรรค์ชัย นพแก้ว ซึ่งเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๘ ถึง พ.ศ.๒๕๑๗ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าแผนกสำรวจ กองรังวัดและที่ดินของจำเลยที่ ๑ และเป็นพยานจำเลยที่ ๑ ว่า เมื่อพ.ศ.๒๕๑๐ ได้เกิดเพลิงไหม้ที่ตรอกสลักหิน กองผังเมือง หน่วยงานของจำเลยที่ ๑ จึงได้ทำการสำรวจพื้นที่และเสนอออกกฎหมายเพื่อเวนคืนที่ดินบริเวณดังกล่าว เพื่อประโยชน์แก่กรุงเทพมหานครโดยใช้สร้างถนนและบริเวณที่จอดรถ

ต่อมาจึงได้มีประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๘๘ ดังกล่าว เห็นว่า นอกจากประกาศของคณะปฏิวัติ ข้อ ๒ ระบุว่า นายกเทศมนตรี-เทศบาลนครหลวง ขณะนั้นเป็นเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์แล้วตามคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติ หัวหน้าแผนกพิจารณาอุทธรณ์และคำร้อง กองกฎหมายและคดี หัวหน้าแผนกสำรวจกองรังวัดและที่ดิน ฝ่ายการโยธาของเทศบาลนครหลวง หรือของจำเลยที่ ๑ ในปัจจุบันยังเป็นกรรมการเวนคืนที่ดินพิพาทเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ และยังมีประกาศของจำเลยที่ ๑ ให้เจ้าของที่ดินยื่นคำขอรับเงินค่าทดแทนจากคณะกรรมการเวนคืนอีกด้วยนอกจากนั้นประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๘๘ ข้อ ๓ ก็ให้ถือว่าประกาศของคณะปฏิวัติมีผลใช้บังคับเช่นเดียวกับพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ซึ่งออกตามความในมาตรา ๘ แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์

พ.ศ.๒๔๙๗ และพระราชบัญญัติดังกล่าวมาตรา ๑๐ บัญญัติว่า นับตั้งแต่วันใช้บังคับพระราชบัญญัติในมาตรา ๘ กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่ต้องเวนคืนนั้นตกมาเป็นของเจ้าหน้าที่ แต่เจ้าหน้าที่จะมีสิทธิเข้าครอบครองทรัพย์สินได้ต่อเมื่อใช้เงินหรือวางเงินค่าทดแทนแล้ว แสดงความมุ่งหมายของประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๑๘๘ ว่า การเวนคืนที่ดินพิพาทก็เพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นหน่วยงานในกระทรวงมหาดไทย เมื่อปรากฏจากคำพยานโจทก์ จำเลย และรายงานการเดินเผชิญสืบของศาลชั้นต้นตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๓๐ ว่า เมื่อ พ.ศ.๒๕๒๖ จำเลยที่ ๑ ได้เข้าไปครอบครองทำถนนคอนกรีตบางตอนราดยางกว้าง ๙.๘๐ เมตรยาว ๗๒.๒๐ เมตร โดยไม่ได้จ่ายเงินค่าทดแทนให้แก่หม่อมเสมอ

สวัสดิวัฒน์ เจ้าของที่ดินพิพาทขณะนั้นตามประกาศของคณะปฏิวัติแต่อย่างใด และเมื่อหม่อมเสมอได้ทวงถามตามหนังสือเอกสารหมาย จ.๑๐, จ.๑๑, จ.๑๓ กลับมีหนังสือตอบตามเอกสารหมาย จ.๒,จ.๙ ผัดผ่อนเรื่อยมา โดยไม่ได้โต้แย้งให้ทวงถามค่าทดแทนจากบุคคลอื่นแต่อย่างใด โจทก์ซึ่งเป็นทายาทรับมรดกจากหม่อมเสมอจึงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ ๑ ได้จำเลยที่ ๑ ไม่อาจยกเหตุที่ไม่ได้งบประมาณจากรัฐบาลเป็นข้อแก้ตัวได้ ข้อที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๒๙ให้โอนอสังหาริมทรัพย์รวมทั้งที่ดินพิพาทไปให้การทางพิเศษแล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ นั้น เห็นว่า เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการเวนคืนที่ดินพิพาท

แม้จะฟังว่าคณะรัฐมนตรีมีมติให้โอนสิทธิในที่ดินพิพาทไปให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยภายหลัง ก็หาทำให้โจทก์สิ้นสิทธิเรียกค่าทดแทนซึ่งมีอยู่เดิมแล้วแต่อย่างใดไม่ทั้งมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวก็ไม่ใช่กฎหมายที่จะลบล้างประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๘๘ซึ่งมีผลเป็นกฎหมายอีกด้วย ที่จำเลยที่ ๑ ฎีกาในเรื่องดอกเบี้ยว่า กฎหมายกำหนดดอกเบี้ยค่าทดแทนไว้โดยเฉพาะแล้วตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.๒๔๙๗ มาตรา ๓๐และพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.๒๕๓๐ มาตรา ๒๖, ๓๓ จะคำนวณดอกเบี้ยในเงินค่าทดแทนอย่างมูลละเมิดไม่ได้นั้น เมื่อคดีฟังได้ว่าคณะกรรมการเวนคืนอสังหา-ริมทรัพย์ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๘๘ ยังมิได้จ่ายเงินค่าทดแทนในการเวนคืนที่ดินพิพาทให้หม่อมเสมอหรือทายาท และหม่อมเสมอหรือทายาทมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ เพื่อเรียกค่าทดแทนแล้ว

กรณีต้องด้วยพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.๒๕๓๐ มาตรา ๓๖วรรคสอง ซึ่งบัญญัติว่า "การเวนคืนและการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ปฏิบัติไปแล้วก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้เป็นอันใช้ได้ แต่การดำเนินการต่อไปให้ดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้..." ซึ่งเมื่อกรรมการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ยังมิได้กำหนดค่าทดแทนภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันได้รับแต่งตั้งตามมาตรา ๒๓ วรรคสองเป็นการมิชอบ และกรณีไม่ใช่เรื่องการชำระค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ตามมาตรา ๒๖ วรรคสามหรือการจ่ายค่าทดแทนล่าช้า ตามมาตรา ๒๘ และมาตรา ๓๓ การคำนวณดอกเบี้ยในค่าทดแทนตามมาตราดังกล่าวจึงไม่อาจนำมาปรับในค่าทดแทนกรณีนี้ได้ และเมื่อไม่มีบทบัญญัติกฎหมายโดยเฉพาะ

โจทก์ก็ชอบที่จะได้ดอกเบี้ยในค่าทดแทนที่ยังมิได้รับชำระในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๒๒๔ และเมื่อศาลชั้นต้นกำหนดให้เรียกดอกเบี้ยได้มีกำหนด ๑๐ ปี นับแต่วันฟ้องย้อนขึ้นไป จำเลยที่ ๑ มิได้อุทธรณ์เฉพาะในส่วนนี้ศาลฎีกาจึงไม่มีเหตุจะแก้ไข ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ชอบแล้ว

ผลคำพิพากษา

พิพากษายืน.

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
อากาศ บำรุงชีพ · ชลิต ประไพศาล · สมชัย ศิริบุตร
ศาลล่าง
ศาลแพ่ง - นายทวีชัย เจริญบัณฑิต
ศาลอุทธรณ์ - นายระพิน บุญสิทธิ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6124/2553

บทบัญญัติมาตรา 25 วรรคหนึ่งและมาตรา 26 วรรคหนึ่ง แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 เป็นการกำหนดขั้นตอนในการตรวจสอบการกำหนดเงินค่าทดแทนเพื่อให้ประชาชนที่ถูกเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ได้รับ…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1229/2545

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์อีก 146,400 บาท เมื่อรวมกับดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องแล้วไม่เกิน 200,000 บาท จำเลยฎีกาว่า โจทก์ไม่ควรได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น ดังนั้น ทุนทรัพย์ที่พิพาท…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3041/2541

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 มีวัตถุประสงค์ดำเนินงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับทางพิเศษ ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทยหรือจำเลยที่ 1 มีอำนาจดำเนินงานเกี่ยวกับทรัพย์สินใด ๆ เพื่อให้บรรลุผลในการสร้างทางพิเศษ แล…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5187/2540

การพิจารณาค่าทดแทนเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนนอกจากจะคำนึงถึงราคาประเมินเพื่อใช้เป็นทุนทรัพย์สำหรับเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมของกรมที่ดินแล้ว ยังจะต้องคำนึงถึงราคา…

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4745/2540

การฟ้องเรียกค่าทดแทนที่ดินเฉพาะส่วนที่เหลือจากการเวนคืนอันมีราคาลดลงตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคสาม ที่บัญญัติว่าถ้าต้องเวนคืนอสังหาริมทรัพย์แต่เพียงส่วนหนึ่…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้