คำฟ้องและคำให้การ
ข้อเท็จจริงทั้งสองสำนวนได้ความว่า นายจ่อยค้างเงินรัชชูปการ กรมการอำเภอได้ออกหมายเรียกให้ไปยังที่ว่าการอำเภอ นายจ่อยได้รับหมายเรียกแล้วไม่ไป กรมการอำเภอจึงสั่งนายบุญทันผู้ใหญ่บ้านรักษาในตำแหน่งกำนันจับตัวส่ง ครั้นวันเกิดเหตุนายบุญทันไปบ้านนายจ่อยบอกให้นายจ่อยไปอำเภอ นายจ่อยไม่ไป นายบุญทันจึงเข้าจับ จึงได้เกิดเหตุใช้กำลังปลุกปล้ำทำร้ายกันขึ้น
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นเห็นว่า นายบุญทันมีอำนาจจับนายจ่อยได้ เมื่อนายจ่อยไม่ย่อมให้จับโดยดีนายบุญทันก็ใช้กำลังได้ ไม่เป็นผิด ส่วนคดีที่นายจ่อยขัดขวางไม่ยอมให้จับทั้งได้ใช้กำลังต่อต้านเจ้าหน้าที่ด้วย จึงมีความผิดตามกฎหมายลักษณอาญามาตรา ๑๑๙ จึงพิพากษาให้ปรับนายจ่อย ส่วนนายบุญทันให้ยกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นชอบด้วยศาลอุทธรณ์ว่า การที่นายบุญทันไปจับนายจ่อยนั้น คดีพ่อฟังได้ว่าได้ทำตามโดยเชื่อว่าเป็นคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายตามกฎหมายลักษณอาญามาตรา ๕๒ เมื่อนายจ่อยขัดขวางไม่ยอมให้จับ นายบุญทันก็ย่อมใช้กำลังได้ตามสมควรในการจับกุม จะเอาผิดแก่นายบุญทันไม่ได้ ส่วนสำนวนอัยยการเป็นโจทก์นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยศาลอุทธรณ์ว่า นายบุญทันไปจับนายจ่อยเรื่องไม่เสียเงินรัชชูปการตามคำสั่งกรมการอำเภอ โดยไม่มีหมายจับนั้นไม่ถือว่าเป็นการกระทำตามหน้าที่อันชอบด้วยกฎหมายตามนัยแห่งกฎหมายลักษณอาญามาตรา ๑๑๙ เพราะเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายมิได้ เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นตามประมวลวิธีพิจารณาอาญามาตรา ๗๘
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์