คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องอ้างว่า ได้ขายฝากที่ดินพร้อมด้วยห้องแถวไว้กับจำเลย โจทก์ได้ขอไถ่ตั้งแต่ก่อนครบกำหนด แต่จำเลยบิดพลิ้วเรื่อยมา โจทก์จึงต้องฟ้องขอให้ศาลบังคับ จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์ขอไถ่เมื่อครบกำหนดแล้ว จึงไถ่ไม่ได้ ศาลชั้นต้นฟังว่า โจทก์ได้ขอไถ่ทรัพย์จากจำเลยแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมรับไถ่ถอน จึงพิพากษาให้จำเลยรับไถ่ถอนทรัพย์รายพิพาทจากโจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
จำเลยอุทธรณ์, ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา, ศาลฎีกาตรวจสำนวนแล้ว ในข้อที่จำเลยคัดค้านในเรื่องโจทก์ขอแก้ฟ้องนั้น ปรากฎว่าโจทก์ได้ยื่นขอแก้ฟ้องก่อนวันสืบพยาน คดีนี้แม้จะได้นัดชี้สองสถานไว้ แค่ถึงวันนัดโจทก์จำเลยต่างแถลงว่าไม่มีทางปรองดองกัน ขอให้นัดพิจารณาไป โจทก์รับเป็นฝ่ายนำสืบก่อนเพียงเท่านี้ เห็นว่าหาใช่เป็นการชี้สถานสถานตาม ป.ม.วิ.แพ่งมาตรา๑๘๓ ไม่ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้ฟ้องได้ จึงเป็นการชอบแล้ว ส่วนข้อเท็จจริงคงได้ฟังได้ว่า โจทก์ได้ติดต่อกับจำเลยเพื่อไถ่ถอนการขายฝากนี้ จำเลย++จะรับการไถ่ถอนแต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยไม่มา โจทก์จึงร้องต่ออำเภอเมื่อวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๔๙๓ และต่อมาเมื่อวันที่ ๑๔ เดือนนั้นโจทก์ยังได้นำเงินไปเพื่อไถ่ถอนที่อำเภอ คณะกรรมการอำเภอได้บันทึกไว้ จึงถือได้ว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิไถ่ถอนการขายฝากภายในกำหนดโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว โจทก์ย่อมมีสิทธิฟ้องต่อศาลบังคับให้จำเลยรับการไถ่ถอนการขายฝากรายนี้ได้ แม้จะเกินกำหนดสัญญาไปก็ดี
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืน