คำฟ้องและคำให้การ
ได้ความว่าจำเลยสมคบกันฉุดคร่านางสาวเปี่ยมไปเพื่อการอนาจาร แล้วนำไปบ้านผู้อื่น และนายแม็งจำเลยได้ข่มขืนกระทำชำเราเจ้าทุกข์ในห้องบ้านนั้นโดยปิดประตู ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยทุกคนฐานฉุดคร่าอนาจารตามกฎหมายอาญามาตรา ๒๗๖,๖๓ กะทงหนึ่ง และฉะเพาะนายแม็งจำเลยให้ลงโทษจำคุกฐานข่มขืนกระทำชำเราตามกฎหมายอาญามาตรา ๒๔๓ อีกกะทงหนึ่ง และเพิ่มโทษนายแม็งตามกฎหมายอาญามาตรา ๗๒ ด้วย ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงยืนตามศาลชั้นต้น แต่ในข้อกฎหมายเห็นว่า ความผิดฐานข่มขืนทำชำเรานั้น โจทก์มิได้บรรยายมาในฟ้องว่าผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ จึงแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า ให้จำคุกนายแม็งแต่เพียงตามมาตรา ๒๗๖,๗๒ นอกนั้นยืนตามศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่าการฉุดคร่าและการกระทำชำเราเป็นความผิดคนละกะทง และการกระทำชำเราไม่เป็นการต่อหน้าธาระกำนัลจึงเป็นความผิดส่วนตัว และคดีความผิดต่อส่วนตัวนั้นพนักงานอัยยการโจทก์จำต้องกล่าวมาในฟ้องโดยชัดเจนว่า ผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ขอให้นำคดีขึ้นว่ากล่าวแล้ว เมื่อมิได้บรรยายฟ้องดังกล่าวนี้ ศาลจะรับพิจารณาฐานความผิดต่อส่วนตัวมิได้
ผลคำพิพากษา
จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้ยกฎีกาโจทก์