มาตรา 216 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
หมวด ๑ หลักทั่วไป
ฎีกานั้น ให้ยื่นต่อศาลชั้นต้น และให้นำบทบัญญัติในมาตรา ๑๙๘ มาตรา ๒๐๐ และมาตรา ๒๐๑ มาใช้บังคับโดยอนุโลม
แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง
381 คดี
คดีมีอัตราโทษอย่างสูงจำคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับศาลชั้นต้นลงโทษปรับจำเลย400บาทจึงต้องห้ามมิให้จำเลยอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายศาลอุทธรณ์ต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนการที่ศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจึงไม่ชอบต้องถือว่าข้อเท็จจริงฟังยุติตามที่ศาลชั้นต้นฟังมา การที่จำเลยเข้าใจว่าโจทก์มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามีจำเลยไม่ก่อให้เกิดสิทธิที่จะไปกล่า…
อ่านฉบับเต็ม
มาตราที่วินิจฉัยร่วม:
ป.อ. มาตรา 326
ป.อ. มาตรา 329
ป.วิ.อ. มาตรา 15
ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ
ป.วิ.อ. มาตรา 194
ป.วิ.อ. มาตรา 216
ป.วิ.พ. มาตรา 249
โจทก์ที่2ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันลักหรือใช้จ้างวานผู้อื่นลักเอาต้นฉบับเอกสารใบตราส่งของโจทก์ที่1ซึ่งโจทก์ที่2เป็นกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนแล้ว
อ่านฉบับเต็ม
มาตราที่วินิจฉัยร่วม:
ป.วิ.อ. มาตรา 2
ป.วิ.อ. มาตรา 28
ป.วิ.อ. มาตรา 216
ฎีกาของจำเลยทั้งสามมีใจความกล่าวถึงคำฟ้องคำให้การและศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าอย่างไรหาได้มีข้อความคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย กรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยทั้งสามที่เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐให้ปฏิบัติตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดถ้าจำเลยทั้งสามเพิกเฉยหรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องมีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนดก…
อ่านฉบับเต็ม
มาตราที่วินิจฉัยร่วม:
ป.วิ.อ. มาตรา 216
ป.วิ.อ. มาตรา 192
ป.ที่ดิน มาตรา 9
ป.ที่ดิน มาตรา 108
ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ
ฎีกาของจำเลยทั้งสามมีใจความกล่าวถึงคำฟ้องคำให้การและศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าอย่างไรหาได้มีข้อความคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย กรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้จำเลยทั้งสามที่เข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐให้ปฏิบัติตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนดถ้าจำเลยทั้งสามเพิกเฉยหรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบพนักงานเจ้าหน้าที่ต้องมีคำสั่งเป็นหนังสือให้จำเลยทั้งสามออกจากที่ดินนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนดก…
อ่านฉบับเต็ม
มาตราที่วินิจฉัยร่วม:
ป.วิ.อ. มาตรา 216
ป.วิ.อ. มาตรา 192
ป.ที่ดิน มาตรา 9
ป.ที่ดิน มาตรา 108
ป.ที่ดิน มาตรา 108 ทวิ
ข้อหาความผิดฐานฆ่าผู้อื่นศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก25ปีศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา218วรรคสอง ฎีกาว่าการกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำที่อุกอาจและจำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐานมิได้ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการ รับฟังพยานหลักฐานและ ดุลพินิจการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยแก้ฎีกาว่าจำเลย…
อ่านฉบับเต็ม
มาตราที่วินิจฉัยร่วม:
ป.อ. มาตรา 72
ป.วิ.อ. มาตรา 195
ป.วิ.อ. มาตรา 216
ป.วิ.อ. มาตรา 218
ข้อหาความผิดฐานฆ่าผู้อื่นศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก25ปีศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา218วรรคสอง ฎีกาว่าการกระทำผิดของจำเลยเป็นการกระทำที่อุกอาจและจำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อพยานหลักฐานมิได้ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาไม่เป็นเหตุบรรเทาโทษเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการ รับฟังพยานหลักฐานและ ดุลพินิจการกำหนดโทษของศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยแก้ฎีกาว่าจำเลย…
อ่านฉบับเต็ม
มาตราที่วินิจฉัยร่วม:
ป.อ. มาตรา 72
ป.วิ.อ. มาตรา 195
ป.วิ.อ. มาตรา 216
ป.วิ.อ. มาตรา 218
ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์โดยวินิจฉัยว่า ขณะไต่ลงมาตามท่อน้ำทิ้งจำเลยได้ชักมีดออกมาชูขึ้นในลักษณะข่มขู่ ป. เพื่อนผู้เสียหายซึ่งตามลงมาร้องบอกให้จำเลยมอบตัว จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายไม่ได้เบิกความให้ชัดแจ้งว่าจำเลยต่อสู้กับผู้เสียหายอย่างไร จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหาย ฎีกาจำเลยดังกล่าวไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
อ่านฉบับเต็ม
มาตราที่วินิจฉัยร่วม:
ป.วิ.อ. มาตรา 216
ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์โดยวินิจฉัยว่า ขณะไต่ลงมาตามท่อน้ำทิ้งจำเลยได้ชักมีดออกมาชูขึ้นในลักษณะข่มขู่ ป. เพื่อนผู้เสียหายซึ่งตามลงมาร้องบอกให้จำเลยมอบตัว จำเลยฎีกาว่าผู้เสียหายไม่ได้เบิกความให้ชัดแจ้งว่าจำเลยต่อสู้กับผู้เสียหายอย่างไร จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้กำลังทำร้ายผู้เสียหาย ฎีกาจำเลยดังกล่าวไม่เป็นการคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
อ่านฉบับเต็ม
มาตราที่วินิจฉัยร่วม:
ป.วิ.อ. มาตรา 216
จำเลยที่ 2 กล่าวในฎีกาว่า "ขอยื่นฎีกาต่อศาล เนื่องจากจำเลยมิได้กระทำผิดในคดีนี้แต่ประการใด ถึงแม้ในการต่อสู้คดีของจำเลยนั้น พยานและคำให้การของจำเลยไม่สามารถหักล้างพยานโจทก์ได้ก็ตาม แต่จำเลยก็ขอยืนยันคำให้การเดิมที่ได้ให้การไว้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์" โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จำเลยที่ 2 ประสงค์จะยกขึ้นอ้างอิงในชั้นฎีกาแต่อย่างใด ทั้งมิได้กล่าว-อ้างว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีนี้ไม่ถูกต้องในข้อใดอย่างไร ฎีกาของจำเลยที่ 2 เช่น…
อ่านฉบับเต็ม
มาตราที่วินิจฉัยร่วม:
ป.วิ.อ. มาตรา 193
ป.วิ.อ. มาตรา 216
ป.วิ.อ. มาตรา 225
จำเลยที่ 2 กล่าวในฎีกาว่า "ขอยื่นฎีกาต่อศาล เนื่องจากจำเลยมิได้กระทำผิดในคดีนี้แต่ประการใด ถึงแม้ในการต่อสู้คดีของจำเลยนั้น พยานและคำให้การของจำเลยไม่สามารถหักล้างพยานโจทก์ได้ก็ตาม แต่จำเลยก็ขอยืนยันคำให้การเดิมที่ได้ให้การไว้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์" โดยจำเลยที่ 2 ไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่จำเลยที่ 2 ประสงค์จะยกขึ้นอ้างอิงในชั้นฎีกาแต่อย่างใด ทั้งมิได้กล่าว-อ้างว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีนี้ไม่ถูกต้องในข้อใดอย่างไร ฎีกาของจำเลยที่ 2 เช่น…
อ่านฉบับเต็ม
มาตราที่วินิจฉัยร่วม:
ป.วิ.อ. มาตรา 193
ป.วิ.อ. มาตรา 216
ป.วิ.อ. มาตรา 225
ความว่า จำเลยที่ 1 ได้ยื่นฎีกาเมื่อ วันที่ 21 มิถุนายน 2536 แต่เนื่องจากฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวมีข้อผิดพลาดเล็กน้อยซึ่งเกิดจากการพิมพ์ข้อความตกหล่นไปจากต้นร่างฎีกา จำเลยที่ 1 จึงขอแก้ไขเพิ่มเติมฎีกาให้ครบถ้วน รายละเอียด ปรากฎตามคำร้อง โปรดอนุญาต หมายเหตุ โจทก์ยังไม่ได้รับสำเนาคำร้อง และจำเลยที่ 1ยื่นคำร้อง เมื่อพ้นกำหนดยื่นฎีกา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143,149,157 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญ…
อ่านฉบับเต็ม
มาตราที่วินิจฉัยร่วม:
ป.วิ.อ. มาตรา 216
ความว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 ฎีกา ศาลชั้นต้น สั่งว่า จำเลยที่ 7 ยื่นฎีกาภายในระยะเวลาที่ศาลอนุญาตให้ขยาย ระยะเวลาฎีกา รับฎีกาของจำเลยที่ 7 ส่วนจำเลยที่ 3 ที่ 4ยื่นฎีกาเกินกำหนด จึงไม่รับ และจำเลยที่ 6 ไม่ได้ลงชื่อ ในฎีกา ด้วยตนเองและไม่ได้แต่งนายเดชณรงค์เทศทอง เป็นทนายจำเลยที่ 3 ที่ 4 เห็นว่า คดีนี้แม้จำเลยที่ 7 จะเป็นผู้ยื่นและลงลายมือชื่อในคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกา เพียงผู้เดียวก็ตาม แต่กรณีนี้ต้องถือว่าจำเลยที่ 3 ที่ 4 ได้ยื่นคำร้องขอขย…
อ่านฉบับเต็ม
มาตราที่วินิจฉัยร่วม:
ป.วิ.อ. มาตรา 216
ความว่า จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า จำเลยที่ 2 ยื่นฎีกาเมื่อเวลา 17.15 นาฬิกา ซึ่งพ้นกำหนด เวลาเปิดทำการตามปกติจึงเป็นฎีกาที่ยื่นเกินกำหนดเวลา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคแรกไม่รับฎีกาของจำเลยที่ 2จำเลยที่ 2 เห็นว่า เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2536 จำเลย ที่ 2 ได้นำคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับฎีกาไปยื่นต่อ ศาลอุทธรณ์ต่อมาในวันที่ 6 พฤษภาคม 2536 เวลาบ่ายซึ่งเป็น วันครบกำหนดเวลายื่นฎีกา ศาลอุทธรณ์ได้ส่งคำสั่งขออนุญาต ดังกล่าวไปยั…
อ่านฉบับเต็ม
มาตราที่วินิจฉัยร่วม:
ป.วิ.อ. มาตรา 216
ความว่า จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ครบกำหนดยื่นฎีกาวันที่ 20 มิถุนายน 2536 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์หยุดราชการ มีสิทธิยื่นได้ในวันที่ 21 มิถุนายน 2536 แต่มายื่นในวันนี้เกินกว่ากำหนดฎีกา จึงไม่รับฎีกาจำเลยทั้งสองเห็นว่า จำเลยได้ยื่นคำร้องขอถ่ายสำเนา เอกสารประกอบในการเขียนฎีกาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2536 แต่เพิ่งได้รับเอกสารดังกล่าวเมื่อใกล้ครบกำหนดยื่นฎีกา และทนายจำเลยเกิดเจ็บป่วยลง จำเลยทั้งสองจึงไม่สามารถ ยื่นฎีกาได้ในกำหนด ส่วนคำร้องขออนุญา…
อ่านฉบับเต็ม
มาตราที่วินิจฉัยร่วม:
ป.วิ.อ. มาตรา 216
ความว่า โจทก์ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของโจทก์เป็นเรื่องโต้แย้งคัดค้านคำสั่งศาลชั้นต้น ต้องอุทธรณ์ไปตามลำดับศาลโจทก์ไม่มีสิทธิยื่นฎีกาได้ จึงไม่รับฎีกาโจทก์เห็นว่า โจทก์ยื่นฎีกาเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 1ได้มีคำพิพากษายืนลงโทษจำเลยตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วแต่ศาลชั้นต้นกลับมีคำสั่งใหม่ว่าคดีระงับและให้ปล่อยตัวจำเลยไปเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ว่าคดีระงับดังกล่าวมิใช่เป็นคำสั่งในฐานะศาลชั้นต้นตา…
อ่านฉบับเต็ม
มาตราที่วินิจฉัยร่วม:
ป.วิ.อ. มาตรา 216
มาตรานี้เกี่ยวกับเรื่องของคุณหรือไม่?
ขอรับคำปรึกษา
ทนายความช่วยดูข้อเท็จจริงและบอกทางเลือกที่เหมาะกับคุณ
ตัวบทเพื่อการค้นคว้า ฉบับที่ใช้อ้างอิงทางกฎหมายคือฉบับที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา · ชุดข้อมูลตัวบทกฎหมายไทย (Dhamanoon/thai-code-of-law_dataset, CC-BY 4.0) คัดจากฉบับรวมแก้ไขของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา