Loading...
กฎหมาย กฎหมาย
Secondary Logo Secondary Logo
กฎหมาย กฎหมาย
กฎหมาย กฎหมาย
หน้าแรก
Secondary Logo Secondary Logo
ลืมรหัสผ่าน?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 57699)

พ.ศ. 2533 ศาลฎีกา

ย่อหลักกฎหมาย

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจศาลอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์เพียงแต่แก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเล็กน้อยจากรอการลงโทษเป็นไม่รอการลงโทษ โดยยังคงจำคุกจำเลยไม่เกินกำหนด 5 ปี ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยแต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษ จำเลยย่อมได้รับผลร้ายจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง อีกทั้งคดีมีเหตุสมควรที่ศาลจะรอการลงโทษจำเลยไว้ก่อนเพราะจำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อนที่จำเลยกระทำผิดคดีนี้ก็เป็นความผิดฐานประมาท ในขณะกระทำผิดจำเลยมีอายุ 18 ปีเศษ กำลังศึกษาอยู่และจำเลยได้พยายามติดต่อกับโจทก์ร่วมทั้งสองและผู้เสียหายขอชดใช้ค่าเสียหายเพื่อบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ระหว่างพิจารณา นางนงนุช รบมีชัย ที่1และนายนิติพร ประสิทธิหัตถ์ที่ 2 ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),157 การกระทำของจำเลย เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนัก จำเลยอายุ 18 ปีเศษ แต่ก็ไม่เห็นสมควร จะลดมาตราส่วนโทษ ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี และปรับ 16,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี และปรับ 8,000 บาท เนื่องจากจำเลย ยังเป็นนักศึกษาชั้น ปวช.3 โรงเรียนโปลีเทคนิคระยอง โดยทางโรงเรียนมีหนังสือรับรองว่าจำเลยมีความประพฤติเรียบร้อยตามเอกสารหมาย ล.2 ทั้งจำเลยและบิดาได้พยายามติดต่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วม ทั้งสองและผู้เสียหายรวมเป็นเงิน 180,000 บาท แต่ฝ่ายโจทก์ร่วมทั้งสองว่าจำนวนน้อยไป ดังนี้ เมื่อคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของจำเลยที่จะได้ศึกษาเล่าเรียนต่อไปประกอบกับฝ่ายจำเลยได้พยายามชดใช้เงินเพื่อบรรเทาความเสียหายแล้วสำหรับโทษจำคุกจึงเห็นควรรอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์ ในข้อหาไม่หยุดช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษ และไม่ปรับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ คำสั่ง พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนัก ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกรอไว้ 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าไม่รอการลงโทษและไม่ปรับ เป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา(ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2532 มาตรา 12 จึงให้รับฎีกาจำเลยไว้พิจารณาให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป

บทกฎหมายที่ศาลวินิจฉัยในคดีนี้

คำฟ้องและคำให้การ

ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำสั่งคำร้องที่ 1101/2533พนักงานอัยการจังหวัดระยองโจทก์โจทก์ร่วมโจทก์นางนงนุช รบมีชัย กับพวกโจทก์นายอุกฤษณ์ กิติกรเศรษฐ์จำเลยนายจงรักษ์ ใจสุข ทนายจำเลยผู้ยื่นคำร้อง ป.วิ.อ. ม. 219, ม. 224ความว่า

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า ฎีกาของจำเลยเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจศาลอันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์เพียงแต่แก้ไขคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเล็กน้อยจากรอการลงโทษเป็นไม่รอการลงโทษ โดยยังคงจำคุกจำเลยไม่เกินกำหนด 5 ปี ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 จึงไม่รับ จำเลยเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยแต่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษ จำเลยย่อมได้รับผลร้ายจากคำพิพากษาศาลอุทธรณ์เป็นการแก้ไขมาก จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง อีกทั้งคดีมีเหตุสมควรที่ศาลจะรอการลงโทษจำเลยไว้ก่อนเพราะจำเลยไม่เคยกระทำผิดมาก่อนที่จำเลยกระทำผิดคดีนี้ก็เป็นความผิดฐานประมาท ในขณะกระทำผิดจำเลยมีอายุ 18 ปีเศษ

กำลังศึกษาอยู่และจำเลยได้พยายามติดต่อกับโจทก์ร่วมทั้งสองและผู้เสียหายขอชดใช้ค่าเสียหายเพื่อบรรเทาผลร้ายที่เกิดขึ้น โปรดมีคำสั่งให้รับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาพิพากษาต่อไป หมายเหตุ โจทก์ได้รับสำเนาคำร้องแล้ว ระหว่างพิจารณา นางนงนุช รบมีชัย ที่1และนายนิติพร ประสิทธิหัตถ์ที่ 2 ขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291, 300 พระราชบัญญัติ จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),157 การกระทำของจำเลย เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนัก จำเลยอายุ 18 ปีเศษ แต่ก็ไม่เห็นสมควร

จะลดมาตราส่วนโทษ ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี และปรับ 16,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี และปรับ 8,000 บาท เนื่องจากจำเลย ยังเป็นนักศึกษาชั้น ปวช.3 โรงเรียนโปลีเทคนิคระยอง โดยทางโรงเรียนมีหนังสือรับรองว่าจำเลยมีความประพฤติเรียบร้อยตามเอกสารหมาย ล.2 ทั้งจำเลยและบิดาได้พยายามติดต่อชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วม ทั้งสองและผู้เสียหายรวมเป็นเงิน 180,000 บาท แต่ฝ่ายโจทก์ร่วมทั้งสองว่าจำนวนน้อยไป ดังนี้ เมื่อคำนึงถึงสวัสดิภาพและอนาคตของจำเลยที่จะได้ศึกษาเล่าเรียนต่อไปประกอบกับฝ่ายจำเลยได้พยายามชดใช้เงินเพื่อบรรเทาความเสียหายแล้วสำหรับโทษจำคุกจึงเห็นควรรอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้ยกฟ้องโจทก์ ในข้อหาไม่หยุดช่วยเหลือและแจ้งเหตุต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษ และไม่ปรับนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาดังกล่าว จำเลยจึงยื่นคำร้องนี้ คำสั่ง

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ซึ่งเป็นบทหนัก ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 8,000 บาท โทษจำคุกรอไว้ 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าไม่รอการลงโทษและไม่ปรับ เป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย จำเลยจึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา(ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2532 มาตรา 12 จึงให้รับฎีกาจำเลยไว้พิจารณาให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป

ข้อมูลคดี

องค์คณะผู้พิพากษา
ปรีชา ธนานันท์ · พิชิต พรหมพิทักษ์กุล · วัชรินทร์ รักขพันธ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
สืบค้นที่ศาลฎีกา
มีเรื่องคล้ายคดีนี้?
เล่าเรื่องของคุณให้ระบบประเมินเบื้องต้นฟรี หรือปรึกษาทนายความที่ดูข้อเท็จจริงของคุณโดยตรง

คำพิพากษาที่วินิจฉัยบทกฎหมายเดียวกัน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1638/2561

จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาพร้อมคำร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งในคำฟ้องฎีกาว่า…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2535 (เลขอ้างอิง 56832)

ความว่า โจทก์ร่วมฎีกา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ฎีกา ของ โจทก์ร่วมต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ไม่รับฎีกาของโจทก์ร่วมโจทก์ร่วมเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งหกมีความผิดต…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2535 (เลขอ้างอิง 57081)

ความว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 ฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า โจทก์ทั้งสามฎีกาดุลพินิจในการกำหนดโทษเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219ไม่รับฎีกาโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 เห็นว่า ฎี…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2533 (เลขอ้างอิง 57247)

ความว่า จำเลยฎีกาศาลชั้นต้นสั่งว่า กรณีศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี แม้ศาลอุทธรณ์จะพิพากษาแก้ไม่รอการลงโทษ ซึ่งเป็นการแก้ไขมากแต่ศาลอุทธรณ์มิได้เพิ่มเติมโทษจำเลย จึงต้องห้ามฎีกาใ…

คำพิพากษาศาลฎีกา พ.ศ. 2532 (เลขอ้างอิง 60013)

ความว่า จำเลยฎีกา ศาลชั้นต้นสั่งว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษปรับจำเลย 2,000 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำคุกจำเลย 6 เดือน จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มา…

ข้อมูลคำพิพากษาเพื่อการค้นคว้า ข้อเท็จจริงของแต่ละคดีแตกต่างกัน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายสำหรับเรื่องของคุณ ฉบับที่ใช้อ้างอิงคือฉบับของศาลฎีกา

ติดต่อเรา
เลือกช่องทางที่ต้องการ

ยินดีต้อนรับ 👋
กรอกข้อมูลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ติดต่อกลับได้