ผู้ร้ายกว่า 3 คนถืออาวุธครบมือขึ้นไปบนบ้านเขาแล้วเที่ยวเก็บทรัพย์ เจ้าของบ้านมีความกลัวจึงลงเรือนหนีไป กิริยาเช่นนี้เรียกว่าเป็นการขู่เข็ญตาม ม.298 และเป็นผิดฐานปล้นตามมาตรา 301 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดภายนอกพระราชอาณาจักร์สยามเป …
คำพิพากษาศาลฎีกา
87,416 คดี แยกตามกลุ่มคดี และเชื่อมโยงตัวบทกฎหมายรายมาตรา
จำเลยถูกจับตัวมาฐานเป็นผู้ร้ายปล้นทรัพย์ในชั้นสอบสวนเจ้าพนักงานได้แจ้งให้จำเลยทราบในขณะจดดำให้การของจำเลยว่า จะสอบสวนจำเลยในฐานะเป็นพะยานเพราะจะกันจำเลยไว้เป็นพะยานในคดีเรื่องปล้นทรัพย์ ดั่งนี้ถ้าจำเลยให้การไม่จริงก็ยังไม่มีผิดฐาน …
จำเลยเคยถูกศาลลงโทษฐานขัดคำสั่งเจ้าพนักงานห้ามมิให้บุกรุกเข้าไปทำนา+ที่สาธารณครั้งหนึ่งแล้ว +คดีนี้จำเลยบุกรุกเข้าไปอีกก่อนนี้ จะลงโทษจำเลยฐานขัดคำสั่งอีกมิได้ ประมวลวิธีพิจารณาอาญา ม.194,243 โจทก์อุทธรณ์ในข้อกฎหมาย ศาลอุทธรณ์จะต้ …
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีผิด 2 กะทง ให้จำคุกจำเลย 5 ปีตาม ม.+95 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่าจำเลยมีผิดกะทงเดียวให้จำคุก 1 ปีตาม ม.321 ดังนี้เป็นแก้มาก ฎีกาข้อเท็จจริงได้+
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษฐานลักทรัพย์ ศาลชั้นต้นยกฟ้องโจทก์จะมาอุทธรณ์หรือฎีกาขอให้ลงโทษฐานรับของโจรมิได้
คำของผู้ร้ายที่ถูกศาลลงโทษไปแล้วในคดีก่อนซัดทอดถึงจำเลยว่าได้ร่วมไปทำการปล้นด้วยกันนั้นจะนำมาใช้ยันจำเลยไม่ได้
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทำลายทำนบกั้นน้ำเป็นเหตุให้ราษฎรเดือดร้อนหาได้กล่าวว่าอาจเป็นเหตุให้เกิดอันตรายและเสียหายแก่ราษฎรไม่เช่นนี้ ศาลไม่รับพิจารณา
การที่จะวางอัตราโทษจำเลยตามมาตรา 268 นั้น ถ้าหากข้อเท็จจริงไม่ปรากฎว่าความผิดของจำเลยต้องด้วยวรรค 2 - 3 หรือ 4 แห่ง ม.268 แล้ว ก็ต้องลงโทษจำเลยได้แต่เพียงตามอัตราโทษที่วางไว้ในวรรค 1 เท่านั้น จำเลยจับตัวเจ้าทุกข์ไปแล้วขู่ให้ส่งเงิ …
พระภิกษุสามเณรเป็นพะยานเบิกความเท็จไม่มีผิดฐานเบิกความเท็จ+
ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 3 เดือนตาม ม.254 ศาลอุทธรณ์แก้จำคุก 2 ปี ตาม ม.256 เช่นนี้เป็นการแก้น้อยฎีกาในข้อเท็จจริงมิได้ ปัญหาข้อเท็จจริงปัญหาข้อที่ว่าบาดแผลสาหัสหรือไม่นั้นในคดีนี้เป็นปัญหาข้อเท็จจริง
ในคดีที่โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงจะนำม.194 มาใช้บังคับมิได้
โจทก็ฟ้องว่าจำเลยทำผิดในวันแรม 9-10 ค่ำเวลากลางคืน ได้ความว่าจำเลยทำผิดในวันแรม 8 ค่ำจวนค่อนรุ่งลงโทษจำเลยไม่ได้ วันเวลาถือว่าเป็นรายละเอียดอันสำคัญที่ต้องแถลงในฟ้อง หากว่าฟ้องนั้นผิดวันและโจทก์มิได้ขอแก้เสียในเวลาสมควรปล่อยล่วงเล …
คู่ความจะขอให้ศาลถือเอาคำแถลงการณ์ที่ได้ยื่นไว้ต่อศาลชั้นต้นเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องอุทธรณ์ด้วยหาได้ไม่ เพราะเป็นแต่เพียงข้อความแลหลักฐานในสำนวนที่ฟ้องอุทธรณ์อ้างถึงเท่านั้น
การกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตัวพอสมควรแก่เหตุหรือไม่นั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปีตาม ม.276 -243 ศาลอุทธรณ์แก้จำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน ตามมาตรา 243 แต่บทเดียวเป็นการแก้มากฎีกาในข้อเท็จจริงได้
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยรับฝากของแล้วเอาไปจำนำเสียโจทก์จะเอาคืนจำเลยไม่มีคืนให้ และโจทก์ได้อ้างตัวเองเบิกความเป็นพะยานรับรองฟ้องนั้นแล้ว เพียงเท่านั้นเรียกได้ว่าคดีมีมูลทางอาญา พอที่จะประทับฟ้องดำเนินการพิจารณาต่อไปได้
ในคดีที่ศาลชั้นต้นตัดสินลงโทษจำเลยและโจทก์ฝ่ายเดียวอุทธรณ์ ถ้าศาลอุทธรณ์เห็นว่าจำเลยยังไม่ควรมีความผิดก็พิพากษาปล่อยจำเลยได้
ในคดีที่โจทก์ฟ้องหาว่าจำเลยรับโคไว้โดยรู้สึกว่าเป็นของร้าย ขอให้ลงโทษตาม ม.321 แต่บทเดียวโดยมิได้อ้าง พ.ร.บ.สัตว์พาหนะสำหรับเป็นบทลงโทษจำเลยด้วยแล้ว หน้าที่นำสืบความบริสุทธิหาตกอยู่แก่จำเลยไม่
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ ทางพิจารณาได้ความว่าจำเลยกระทำผิดฐานรับของโจรศาลจะลงโทษจำเลยฐานรับของโจรไม่ได้
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา 321 แลในฟ้องตอนหนึ่งกล่าวว่าจำเลยเคยต้องโทษมาแต่ก่อนขอให้ศาลเพิ่มโทษจำเลยด้วย แต่คำขอท้ายฟ้องมิได้อ้างมาตรา 72 ขึ้นมา แลจำเลยให้การรับสารภาพว่าได้การรับสารภาพว่าได้กระทำผิดดังฟ้องโจทก์ทุกประการดังน …