พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรควบคุมดูแลธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาต
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๓๔/๔ วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ๒๕๔๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๖๒ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ เป็นปีที่ ๗ ในรัชกาลปัจจุบัน
Section 1
พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการควบคุมดูแลธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาต พ.ศ. ๒๕๖๕”
Section 2
พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
Section 3
ในพระราชกฤษฎีกานี้ “อัตลักษณ์” หมายความว่า ลักษณะเฉพาะของบุคคลซึ่งสามารถบ่งบอกหรือจำแนกได้โดยคุณลักษณะหรือชุดของคุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลนั้น “บุคคล” หมายความว่า บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล “การพิสูจน์ตัวตน” หมายความว่า กระบวนการรวบรวมและตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของบุคคล และการตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลกับข้อมูลเกี่ยวกับอัตลักษณ์นั้น “สิ่งที่ใช้ยืนยันตัวตน” หมายความว่า สิ่งที่ใช้เชื่อมโยงอัตลักษณ์กับบุคคล ซึ่งบุคคลนั้นครอบครองและควบคุมเพื่อใช้ในการยืนยันตัวตน เช่น รหัสผ่าน ข้อมูลชีวภาพ “การออกและบริหารจัดการสิ่งที่ใช้ยืนยันตัวตน” หมายความว่า กระบวนการเชื่อมโยงอัตลักษณ์ของบุคคลที่ผ่านการพิสูจน์ตัวตนแล้วเข้ากับสิ่งที่ใช้ยืนยันตัวตน และการบริหารจัดการสิ่งที่ใช้ยืนยันตัวตนนั้น “การยืนยันตัวตน” หมายความว่า กระบวนการยืนยันอัตลักษณ์ของบุคคลด้วยการตรวจสอบสิ่งที่ใช้ยืนยันตัวตนของบุคคลนั้น “ใบอนุญาต” หมายความว่า ใบอนุญาตประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์หรือผู้ซึ่งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มอบหมายให้ปฏิบัติการตามพระราชกฤษฎีกานี้
Section 4
ให้สำนักงานมีหน้าที่ควบคุมดูแลธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชกฤษฎีกานี้ เพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลผู้รับใบอนุญาตซึ่งประกอบธุรกิจอันเป็นกิจการที่มีหน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมายโดยเฉพาะอยู่แล้ว สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการจะทำความตกลงมอบหมายให้หน่วยงานกำกับดูแลตามกฎหมายเฉพาะนั้นทำหน้าที่ควบคุมดูแลผู้รับใบอนุญาตซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตนแทนสำนักงานก็ได้
Section 5
การยื่นคำขอรับใบอนุญาต การแจ้ง หรือการส่งข้อมูล รายงาน เอกสาร หรือหลักฐานตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้กระทำโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ตามที่สำนักงานกำหนด
Section 6
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
หมวด ๑ การประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ที่ต้องได้รับใบอนุญาต
Section 7
การให้บริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นบริการที่ต้องได้รับใบอนุญาต
(๑) บริการพิสูจน์ตัวตน
(๒) บริการออกและบริหารจัดการสิ่งที่ใช้ยืนยันตัวตน
(๓) บริการยืนยันตัวตน
(๔) บริการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่เป็นเครือข่ายหรือระบบเพื่อการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล แต่ไม่รวมถึงบริการของบุคคลที่เป็นสื่อกลาง
Section 8
การให้บริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลดังต่อไปนี้ เป็นบริการที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องได้รับใบอนุญาต
(๑) บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตนที่ผู้ให้บริการออกใบรับรองเพื่อสนับสนุนลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นผู้ดำเนินการเพื่อสนับสนุนการใช้ลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์
(๒) บริการพิสูจน์และยืนยันตัวตนที่บุคคลใช้เพื่อประโยชน์ภายในกิจการของบุคคลนั้นโดยไม่ได้ให้บริการแก่บุคคลภายนอก
(๓) บริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลในกิจการที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
Section 9
การประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาตตาม
มาตรา ๗ จะกระทำได้เฉพาะนิติบุคคลที่เป็นบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด หรือนิติบุคคลอื่นตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
Section 10
เพื่อให้สาธารณชนมีความมั่นใจในการประกอบกิจการของผู้รับใบอนุญาต คณะกรรมการจะประกาศกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตที่เป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ต้องมีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วตามจำนวนที่กำหนด สำหรับการให้บริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาตแต่ละลักษณะก็ได้
หมวด ๒ การขออนุญาตและการอนุญาตประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์ และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาต
Section 11
ผู้ใดประสงค์จะประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาตตาม
มาตรา ๗ ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตพร้อมด้วยข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐานตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐาน ดังต่อไปนี้
(๑) ชื่อและเลขทะเบียนนิติบุคคล
(๒) หนังสือมอบอำนาจในกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตไม่ใช่ผู้มีอำนาจลงนามแทนนิติบุคคล
(๓) ระบบและเทคโนโลยีที่ใช้ในการให้บริการ
(๔) แผนการบริหารความเสี่ยง และการประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงในการให้บริการ
(๕) แผนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
(๖) แผนและมาตรการควบคุมดูแลและป้องกันการทุจริตหรือการฉ้อโกงจากการใช้งานระบบ
(๗) แผนและมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางระบบสารสนเทศ
(๘) แผนและมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการ
(๙) คำยินยอมให้เข้าถึงข้อมูลตาม (๑) เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ
Section 12
เมื่อได้รับคำขอรับใบอนุญาตพร้อมด้วยเอกสารและหลักฐานแล้ว ให้สำนักงานตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนของข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐาน ในกรณีที่คำขอรับใบอนุญาตถูกต้องและครบถ้วน ให้สำนักงานออกใบรับคำขอรับใบอนุญาตให้แก่ผู้ขอรับใบอนุญาต และเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณา ในกรณีที่คำขอรับใบอนุญาตไม่ถูกต้องหรือยังขาดข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐานใด ให้สำนักงานบันทึกความบกพร่องนั้นไว้และแจ้งให้ผู้ขอรับใบอนุญาตดำเนินการแก้ไขคำขอรับใบอนุญาต หรือจัดส่งข้อมูล เอกสาร หรือหลักฐานให้ถูกต้องและครบถ้วนภายในระยะเวลาที่กำหนด ในกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญาตไม่ดำเนินการตามที่สำนักงานได้แจ้งตามวรรคสอง ให้ถือว่าผู้ขอรับใบอนุญาตไม่ประสงค์จะให้ดำเนินการต่อไป และให้สำนักงานจำหน่ายเรื่องออกจากสารบบและแจ้งให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบ
Section 13
ในกรณีที่คณะกรรมการเห็นว่าผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้มีคุณสมบัติตาม
มาตรา ๙ และ
มาตรา ๑๐ ให้คณะกรรมการมีคำสั่งออกใบอนุญาตและอาจกำหนดเงื่อนไขใด ๆ เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจเท่าที่จำเป็นได้ และให้สำนักงานออกใบอนุญาตแก่ผู้ขอรับใบอนุญาตโดยเร็ว ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำสั่งไม่ออกใบอนุญาต ให้แจ้งเหตุผลให้ผู้ขอรับใบอนุญาตทราบด้วย
Section 14
ก่อนเริ่มประกอบธุรกิจ ให้ผู้รับใบอนุญาตส่งรายงานผลการตรวจประเมินความพร้อมในการประกอบธุรกิจที่อย่างน้อยต้องประกอบด้วยความพร้อมด้านเทคโนโลยีและด้านบุคลากรให้แก่สำนักงานภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่ได้รับใบอนุญาต ในกรณีที่มีเหตุผลจำเป็น ผู้รับใบอนุญาตจะขอให้สำนักงานขยายระยะเวลาตามวรรคหนึ่งออกไปก็ได้ แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกินสองร้อยสี่สิบวัน ให้สำนักงานพิจารณารายงานตามวรรคหนึ่งให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับรายงาน เว้นแต่มีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาดังกล่าว ให้ขยายระยะเวลาออกไปได้อีกไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ครบกำหนด และให้สำนักงานแจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตทราบ ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตไม่ส่งรายงานผลการตรวจประเมินความพร้อมในการประกอบธุรกิจภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานเสนอคณะกรรมการมีคำสั่งให้ใบอนุญาตสิ้นผล
Section 15
ในกรณีที่สำนักงานพิจารณารายงานผลการตรวจประเมินความพร้อมของผู้รับใบอนุญาตแล้วเห็นว่าผู้รับใบอนุญาตมีความพร้อมในการประกอบธุรกิจ ให้สำนักงานแจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจได้ แต่ถ้าสำนักงานเห็นว่าผู้รับใบอนุญาตยังไม่มีความพร้อมในการประกอบธุรกิจ ให้สำนักงานแจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตแก้ไขเรื่องดังกล่าว และจัดส่งรายงานผลการตรวจประเมินความพร้อมในการประกอบธุรกิจอีกครั้งภายในระยะเวลาที่สำนักงานกำหนด และให้นำระยะเวลาตาม
มาตรา ๑๔ วรรคสาม มาใช้บังคับแก่การพิจารณารายงานดังกล่าวด้วยโดยอนุโลม ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตไม่แก้ไขหรือไม่สามารถดำเนินการแก้ไขภายในระยะเวลาที่สำนักงานกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้สำนักงานเสนอคณะกรรมการมีคำสั่งให้ใบอนุญาตสิ้นผล
Section 16
ในกรณีที่คณะกรรมการมีคำสั่งให้ใบอนุญาตสิ้นผลตาม
มาตรา ๑๔ วรรคสี่ หรือ
มาตรา ๑๕ วรรคสอง ให้สำนักงานแจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตทราบ และประกาศการสิ้นผลของใบอนุญาตให้ประชาชนทั่วไปทราบ
Section 17
คำขอรับใบอนุญาต ใบอนุญาต และรายงานผลการตรวจประเมินความพร้อมในการประกอบธุรกิจ ให้เป็นไปตามแบบที่สำนักงานกำหนด
หมวด ๓ หน้าที่ของผู้รับใบอนุญาต
Section 18
ห้ามมิให้ผู้รับใบอนุญาตแต่งตั้งหรือยินยอมให้ผู้ซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นหรือทำหน้าที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของผู้รับใบอนุญาต
(๑) เป็นบุคคลล้มละลายหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลายทุจริต
(๒) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๓) เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตตาม
มาตรา ๓๕ และยังไม่พ้นกำหนดสามปีนับแต่วันถูกเพิกถอน
(๔) เป็นบุคคลที่ถูกกำหนดให้เป็นผู้ที่มีการกระทำอันเป็นการก่อการร้าย หรือเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดฐานสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้ายและการแพร่ขยายอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง
(๕) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลง หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตไม่ว่าจะมีการรอการลงโทษหรือไม่ก็ตาม (๖) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ำรวยผิดปกติ
(๗) เคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิดฐานฟอกเงินตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
(๘) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
(๙) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลโดยไม่ได้รับอนุญาต
(๑๐) เคยพ้นจากตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารบริษัทมหาชนจำกัดเพราะเหตุมีลักษณะที่แสดงถึงการขาดความเหมาะสมที่จะได้รับความไว้วางใจให้บริหารจัดการกิจการที่มีมหาชนเป็นผู้ถือหุ้นตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
(๑๑) เป็นบุคคลที่มีลักษณะต้องห้ามหรือขาดคุณสมบัติอื่นใดตามที่สำนักงานประกาศกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ
Section 19
ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตมีการใช้บริการจากบุคคลภายนอกเพื่อเก็บรวบรวมหรือเก็บรักษาข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้งให้สำนักงานทราบ และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงานประกาศกำหนดด้วย ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงการใช้บริการจากบุคคลภายนอกที่แตกต่างจากที่แจ้งไว้ตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้งให้สำนักงานทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง
Section 20
ผู้รับใบอนุญาตต้องแจ้งต่อสำนักงานในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตเปลี่ยนแปลงเรื่องหนึ่งเรื่องใด ดังต่อไปนี้
(๑) ทุนจดทะเบียนของผู้รับใบอนุญาต
(๒) กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของผู้รับใบอนุญาต
(๓) ระบบหรือเทคโนโลยีที่ส่งผลกระทบต่อการให้บริการ
(๔) การเปลี่ยนแปลงอื่นที่สำคัญต่อการประกอบธุรกิจตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
Section 21
ให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้งให้สำนักงานทราบเมื่อได้รับการร้องเรียนหรือฟ้องร้องเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ ตลอดจนการดำเนินการของผู้รับใบอนุญาตในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานประกาศกำหนด
Section 22
ให้ผู้รับใบอนุญาตจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการให้บริการ บัญชี เอกสาร หรือหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับกิจการ สินทรัพย์ และหนี้สินเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ ตามหลักเกณฑ์ที่สำนักงานประกาศกำหนด
Section 23
ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีการตรวจประเมินระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลและรายงานต่อสำนักงานตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และระยะเวลาที่สำนักงานประกาศกำหนด
หมวด ๔ การควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์ และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาต
Section 24
ให้สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ในเรื่องดังต่อไปนี้ โดยกำหนดตามลักษณะของการให้บริการ
(๑) มาตรการบริหารและการจัดการความเสี่ยงของระบบการให้บริการ และการจัดการกรณีฉุกเฉิน
(๒) มาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของระบบการให้บริการและการตรวจสอบ
(๓) มาตรการควบคุมดูแลและป้องกันการทุจริตหรือการฉ้อโกงจากการใช้งานระบบ
(๔) มาตรฐานการให้บริการที่รวมถึงการจัดการและจัดเก็บข้อมูล
(๕) การคุ้มครองผู้ใช้บริการ และมาตรการบรรเทาความเสียหายและการชดใช้หรือเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการประกอบธุรกิจ
(๖) การใช้บริการจากบุคคลภายนอกที่เกี่ยวกับระบบการให้บริการ
(๗) การเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการให้บริการ
Section 25
มาตรการบรรเทาความเสียหายและการชดใช้หรือเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายจากการประกอบธุรกิจของผู้รับใบอนุญาตตาม
มาตรา ๒๔ (๕) อย่างน้อยต้องประกอบด้วย
(๑) ช่องทางการให้ความช่วยเหลือผู้ใช้บริการที่ได้รับความเสียหายจากการใช้บริการ
(๒) ขั้นตอนและมาตรการดูแลผู้ใช้บริการที่ได้รับความเสียหายจากการใช้บริการ
(๓) ขั้นตอนการเยียวยาความเสียหายและการแจ้งผลการดำเนินการให้ผู้ใช้บริการทราบ
(๔) การกำหนดการชดใช้หรือเยียวยาความเสียหายของผู้รับใบอนุญาตไว้ในข้อกำหนดของสัญญาหรือเงื่อนไขการให้บริการ
Section 26
ผู้รับใบอนุญาตต้องส่งรายงานการเงินและสรุปผลการดำเนินงานเกี่ยวกับการให้บริการต่อสำนักงานอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง รายงานการเงินและสรุปผลการดำเนินงานตามวรรคหนึ่ง ผู้รับใบอนุญาตต้องทำตามแบบและวิธีการที่สำนักงานประกาศกำหนดและตรงต่อความเป็นจริง
Section 27
ในกรณีที่มีเหตุอันสมควรเพื่อประโยชน์ในการควบคุมดูแลและกำกับการประกอบธุรกิจ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตรายใดส่งรายงานหรือข้อมูลอื่นใด ตลอดจนแสดงเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้ชี้แจงเพื่ออธิบายหรือขยายความรายงานหรือข้อมูลหรือเอกสารนั้น ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจออกคำสั่งให้ผู้รับใบอนุญาตจัดให้กรรมการ ผู้จัดการ พนักงาน หรือลูกจ้างของผู้รับใบอนุญาต มาให้ถ้อยคำ แสดงข้อมูล บัญชี เอกสารและหลักฐานอื่นอันเกี่ยวกับการให้บริการเพิ่มเติมได้
หมวด ๕ การเลิกประกอบธุรกิจ
Section 29
ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตประสงค์จะเลิกประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชกฤษฎีกานี้ ให้แจ้งสำนักงานทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนวันที่คาดว่าจะเลิกประกอบธุรกิจตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำนักงานประกาศกำหนด
Section 30
เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นแก่ผู้ใช้บริการ เพื่อคุ้มครองผู้ใช้บริการ หรือเพื่อความต่อเนื่องในการใช้งานของผู้ใช้บริการ ให้คณะกรรมการมีอำนาจกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และระยะเวลาในการเลิกประกอบธุรกิจ ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วย
(๑) การจัดการและจัดเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลหรือข้อมูลอื่นใดของผู้รับใบอนุญาต
(๒) การโอนบริการไปให้ผู้รับใบอนุญาตรายอื่น
(๓) การบอกกล่าวและการเยียวยาแก่ผู้ใช้บริการ
(๔) ระยะเวลาในการดำเนินการตาม (๑) (๒) และ (๓)
Section 31
เมื่อผู้รับใบอนุญาตได้ดำเนินการตาม
มาตรา ๓๐ ครบถ้วนแล้ว ให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้งผลการดำเนินการต่อสำนักงานตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่สำนักงานประกาศกำหนด และให้สำนักงานเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาอนุญาตให้เลิกประกอบธุรกิจ
Section 32
ในกรณีที่คณะกรรมการอนุญาตให้เลิกประกอบธุรกิจ ให้สำนักงานแจ้งให้ผู้รับใบอนุญาตทราบภายในสามวันนับแต่วันที่คณะกรรมการมีมติ และให้ผู้รับใบอนุญาตแจ้งให้ผู้ใช้บริการของผู้รับใบอนุญาตทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามสิบวันก่อนวันที่ได้รับอนุญาตให้เลิกประกอบธุรกิจ ในการนี้ให้สำนักงานประกาศให้ประชาชนทั่วไปทราบด้วย ให้ใบอนุญาตสิ้นผลนับแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้เลิกประกอบธุรกิจตามวรรคหนึ่ง
Section 33
การเลิกประกอบธุรกิจไม่กระทบต่อผลของการพิสูจน์และยืนยันตัวตนที่ได้กระทำไปโดยอาศัยระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลของผู้รับใบอนุญาตก่อนวันที่เลิกประกอบธุรกิจ
หมวด ๖ การพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาต
Section 34
ในกรณีที่ผู้รับใบอนุญาตไม่ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามคำสั่งของสำนักงานตาม
มาตรา ๒๘ ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด คณะกรรมการอาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตได้ครั้งละไม่เกินเก้าสิบวัน เว้นแต่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าการปฏิบัติหรือการดำเนินการตามคำสั่งของสำนักงานนั้นจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาเกินเก้าสิบวัน คณะกรรมการจะกำหนดระยะเวลาเกินเก้าสิบวันก็ได้ ให้สำนักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมีอำนาจกำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับใบอนุญาตต้องปฏิบัติให้ถูกต้องระหว่างถูกพักใช้ใบอนุญาต
Section 35
ให้คณะกรรมการมีอำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาต เมื่อปรากฏว่าผู้รับใบอนุญาตกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้
(๑) เคยถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตมาแล้ว และภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตมีกรณีที่อาจถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตอีกไม่ว่าจะเป็นเหตุเดียวกันหรือไม่ก็ตาม (๒) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์หรือพระราชกฤษฎีกานี้ซ้ำอีกภายในระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันที่คณะกรรมการมีคำสั่งปรับครั้งแรก
(๓) ไม่ปฏิบัติตาม
มาตรา ๒๒ มาตรา ๒๗ ประกาศของสำนักงานตาม
มาตรา ๒๔ หรือเงื่อนไขในใบอนุญาต หรือไม่ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามคำสั่งของสำนักงานตาม
มาตรา ๒๘ จนอาจส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการอย่างร้ายแรงหรือกระทบต่อระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล
(๔) ไม่ดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามคำสั่งของสำนักงานตาม
มาตรา ๒๘ จนพ้นกำหนดระยะเวลาพักใช้ใบอนุญาต ให้นำบทบัญญัติ
มาตรา ๓๒ มาใช้บังคับกับการประกาศคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตด้วยโดยอนุโลม
Section 36
การเพิกถอนใบอนุญาตไม่กระทบต่อผลของการพิสูจน์และยืนยันตัวตนที่ได้กระทำไปโดยอาศัยระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลของผู้รับใบอนุญาตก่อนวันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาต
บทเฉพาะกาล
Section 37
ให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาตตามพระราชกฤษฎีกานี้ซึ่งได้ประกอบธุรกิจอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ ประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลต่อไปได้ โดยให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตพร้อมด้วยรายงานผลการตรวจประเมินความพร้อมในการประกอบธุรกิจภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชกฤษฎีกานี้มีผลใช้บังคับ และเมื่อได้ยื่นคำขอรับใบอนุญาตแล้ว ให้ดำเนินกิจการต่อไปได้จนกว่าคณะกรรมการจะมีคำสั่งไม่อนุญาต
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยที่บริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลเป็นบริการที่มีความสำคัญต่อการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเป็นขั้นตอนสำคัญในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องมีการพิสูจน์และยืนยันตัวตน
และช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สมควรควบคุมดูแลการประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล โดยการกำหนดลักษณะของการประกอบธุรกิจบริการเกี่ยวกับระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ต้องได้รับใบอนุญาตและกำหนดหลักเกณฑ์ในการประกอบธุรกิจ
เพื่อให้ระบบดังกล่าวมีความน่าเชื่อถือและปลอดภัย ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อสาธารณชน ตลอดจนเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและยอมรับในระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้