อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ และมาตรา ๙๐/๑๖ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๑ อันเป็นพระราชบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับมาตรา ๓๖ มาตรา
๔๘ และมาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้
หมวด ๑ บททั่วไป
Clause 1
ในกฎกระทรวงนี้ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม “การฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้” หมายความว่า กระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยล้มละลาย “ลูกหนี้” หมายความว่า ลูกหนี้ที่เป็นบริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด หรือนิติบุคคลที่ฟื้นฟูกิจการ “คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการพิจารณาผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ “สำนักงาน” หมายความว่า สำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ “แผน” หมายความว่า แผนฟื้นฟูกิจการ “ผู้ทำแผน” หมายความว่า ผู้จัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ “ผู้บริหารแผน” หมายความว่า ผู้จัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้ตามแผนฟื้นฟูกิจการ “ผู้บริหารของลูกหนี้” หมายความว่า กรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้มีอำนาจดำเนินกิจการของลูกหนี้อยู่ในวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ “ทุนทรัพย์” หมายความว่า มูลค่าสินทรัพย์ของกิจการ
Clause 2
กฎกระทรวงนี้ไม่ใช้บังคับแก่กรณีที่ลูกหนี้หรือผู้บริหารของลูกหนี้ได้รับการแต่งตั้งจากศาลให้เป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน
หมวด ๒ คณะกรรมการ
Clause 3
ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า “คณะกรรมการพิจารณาผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ” ประกอบด้วยอธิบดีกรมบังคับคดีเป็นประธานกรรมการ ผู้แทนสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ผู้แทนสภาทนายความ ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกระทรวงการคลัง ผู้แทนสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ผู้แทนสมาคมธนาคารไทย ผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกรรมการอื่นอีกไม่เกินหกคนซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากบุคคลซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านบัญชี ด้านธุรกิจ ด้านการเงินหรือด้านกฎหมาย เป็นกรรมการ และผู้อำนวยการสำนักฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ กรมบังคับคดี เป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการ ให้คณะกรรมการเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็นรองประธานกรรมการ มีหน้าที่เป็นผู้ช่วยประธานกรรมการในกิจการทั้งปวงอันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของประธานกรรมการตามที่ประธานกรรมการมอบหมาย และเป็นผู้ทำการแทนประธานกรรมการในเมื่อประธานกรรมการไม่อยู่หรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
Clause 4
กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี ในกรณีที่กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว เมื่อครบกำหนดตามวาระดังกล่าวในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่ แต่ทั้งนี้จะปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ครบวาระ กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน
Clause 5
ผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ต้องห้ามมิให้เป็นกรรมการ
(๑) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๒) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
(๓) เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๔) เป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน
(๕) เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจในการจัดการของสถาบันการเงิน
Clause 6
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตาม
ข้อ ๔ กรรมการซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
(๔) รัฐมนตรีให้ออกเพราะบกพร่องหรือไม่สุจริตต่อหน้าที่หรือหย่อนความสามารถ
(๕) เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตาม
ข้อ ๕
Clause 7
ประธานกรรมการเป็นผู้เรียกประชุมคณะกรรมการเพื่อปรึกษากิจการเป็นครั้งคราวตามที่เห็นสมควร กรรมการมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามจะเข้าชื่อกันขอให้ประธานกรรมการเรียกประชุมคณะกรรมการก็ได้
Clause 8
ให้คณะกรรมการประชุม ณ สำนักงานหรือสถานที่อื่นที่ประธานกรรมการกำหนด และการประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ถ้าในการประชุมคราวใดประธานกรรมการและรองประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุมหรือไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการด้วยกันคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การพิจารณาเรื่องใดถ้าต้องเลื่อนมาเพราะไม่ครบองค์ประชุม หากคณะกรรมการได้ทำการประชุมเรื่องนั้นอีกภายในสิบสี่วันนับแต่วันนัดประชุมที่เลื่อนมา และการประชุมครั้งหลังนี้มีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการทั้งหมด ให้ถือว่าเป็นองค์ประชุม กรรมการซึ่งมีส่วนได้เสียในการพิจารณาเรื่องใด ต้องออกจากที่ประชุมและไม่สามารถลงมติในเรื่องนั้น มติของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่งมีหนึ่งเสียงในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
Clause 9
ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) รับจดทะเบียนและออกใบอนุญาต หรือต่ออายุใบอนุญาต ให้เป็นผู้ทำแผนและผู้บริหารแผน
(๒) สั่งพัก หรือเพิกถอนใบอนุญาตเป็นผู้ทำแผนและผู้บริหารแผน
(๓) ประกาศกำหนดแบบพิมพ์คำขอและวิธีการเกี่ยวกับการยื่นคำขอใบอนุญาต การออกใบอนุญาต และการต่ออายุใบอนุญาตเป็นผู้ทำแผนและผู้บริหารแผน
(๔) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดในกฎกระทรวงนี้
Clause 10
ให้สำนักงานเป็นผู้รับผิดชอบในการรักษาทะเบียนผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนและในกิจการทั่วไปของคณะกรรมการ
หมวด ๓ การจดทะเบียนผู้ทำแผนและผู้บริหารแผน
Clause 11
บุคคลซึ่งจะได้รับการตั้งให้เป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนในคดีเรื่องหนึ่งเรื่องใดต้องเป็นบุคคลที่ได้จดทะเบียนไว้ต่อคณะกรรมการตามที่กำหนดในกฎกระทรวงนี้
Clause 12
บุคคลซึ่งประสงค์จะขอจดทะเบียนเป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนต้องยื่นคำขอต่อคณะกรรมการตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด พร้อมแสดงหลักฐานรับรองในด้านคุณสมบัติ ในการพิจารณาจดทะเบียนให้เป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน คณะกรรมการอาจแจ้งให้ผู้ขออนุญาตมาชี้แจงหรือส่งเอกสารหลักฐานอื่นเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นสมควร และให้ผู้ขออนุญาตมาชี้แจงหรือส่งเอกสารหลักฐานนั้นภายในเวลาที่กำหนด
Clause 13
บุคคลธรรมดาซึ่งจะเป็นผู้ทำแผนต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทย หรือคนต่างด้าวที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหรือได้รับหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบปีบริบูรณ์ในวันยื่นคำขอจดทะเบียน
(๓) สำเร็จการศึกษาอย่างน้อยระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่าด้านการเงิน การบัญชี หรือด้านกฎหมาย และมีประสบการณ์ในการทำงานในด้านดังกล่าวไม่น้อยกว่าสามปี
(๔) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดีและไม่เป็นผู้ได้กระทำการใดซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต
(๕) ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(๖) ไม่อยู่ในระหว่างต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาให้จำคุกในขณะยื่นคำขอ
(๗) ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่คณะกรรมการเห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
(๘) ไม่เป็นบุคคลซึ่งถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ในกรณีที่เป็นคณะบุคคล บุคคลทุกคนในคณะบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง
Clause 14
นิติบุคคลซึ่งจะเป็นผู้ทำแผนต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นผู้ประกอบธุรกิจรับจัดกิจการและทรัพย์สินของผู้อื่น
(๒) มีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่าห้าล้านบาท และชำระมูลค่าหุ้นเต็มจำนวนแล้ว
(๓) มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน หรือที่ปรึกษาทางบัญชีหรือที่ปรึกษาทางกฎหมาย
(๔) มีสายงานที่รับผิดชอบการปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ทำแผน และจะต้องมีผู้ปฏิบัติงานเต็มเวลาไม่น้อยกว่าสามคนซึ่งเป็นคนสัญชาติไทยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และผู้ปฏิบัติงานดังกล่าวทั้งหมดจะต้องมีความรู้อย่างน้อยระดับปริญญาตรี โดยมีประสบการณ์ในการทำงานตาม (๓) ไม่น้อยกว่าสามปี และอย่างน้อยหนึ่งคนจะต้องมีความรู้ทางการเงินหรือการบัญชี
(๕) ผู้บริหารของนิติบุคคลนั้นมีจริยธรรม มีความสามารถ และมีประสบการณ์ในธุรกิจที่จะดำเนินการ มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีประวัติเคยถูกไล่ออก ปลดออก ให้ออก หรือต้องคดีเนื่องจากกระทำทุจริต ทำงานอันส่อไปในทางไม่สุจริต หรือบริหารงานหรือกระทำการอื่นใดอันเป็นเหตุให้เกิดการกระทำความผิดตามกฎหมายหรือที่เป็นความผิดร้ายแรง อันแสดงถึงการขาดความรับผิดชอบหรือขาดความรอบคอบในการบริหารงาน และไม่เป็นบุคคลซึ่งถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
(๖) มีหลักเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติงานที่รัดกุมและเชื่อถือได้
(๗) ไม่ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
Clause 15
บุคคลธรรมดาซึ่งจะเป็นผู้บริหารแผนต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) มีสัญชาติไทย หรือคนต่างด้าวที่ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจหรือได้รับหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว
(๒) มีอายุไม่ต่ำกว่าสามสิบปีบริบูรณ์ในวันยื่นคำขอจดทะเบียน
(๓) สำเร็จการศึกษาอย่างน้อยระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า มีความรู้ความสามารถและมีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจไม่น้อยกว่าสามปี
(๔) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี และไม่เป็นผู้ได้กระทำการใดซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต
(๕) ไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(๖) ไม่อยู่ในระหว่างต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาให้จำคุกในขณะยื่นคำขอ
(๗) ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่คณะกรรมการเห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
(๘) ไม่เป็นบุคคลซึ่งถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ ในกรณีที่เป็นคณะบุคคล บุคคลทุกคนในคณะบุคคลต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามวรรคหนึ่ง
Clause 16
นิติบุคคลซึ่งจะเป็นผู้บริหารแผนต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นผู้ประกอบธุรกิจรับจัดกิจการและทรัพย์สินของผู้อื่น
(๒) มีทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่าห้าล้านบาท และชำระมูลค่าหุ้นเต็มจำนวนแล้ว
(๓) มีวัตถุประสงค์ในการประกอบธุรกิจเป็นที่ปรึกษาทางด้านการบริหารงาน
(๔) มีสายงานที่รับผิดชอบด้านการบริหารธุรกิจ และจะต้องมีผู้ปฏิบัติงานเต็มเวลาไม่น้อยกว่าสามคนซึ่งเป็นคนสัญชาติไทยไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง และผู้ปฏิบัติงานดังกล่าวทั้งหมดจะต้องมีความรู้อย่างน้อยระดับปริญญาตรี โดยมีประสบการณ์ในการทำงานตาม (๓) ไม่น้อยกว่าสามปี และอย่างน้อยหนึ่งคนจะต้องมีความรู้ทางด้านการบริหารธุรกิจ
(๕) ผู้บริหารของนิติบุคคลนั้นมีจริยธรรม มีความสามารถ และมีประสบการณ์ในธุรกิจที่จะดำเนินการ มีความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีประวัติเคยถูกไล่ออก ปลดออก ให้ออก หรือต้องคดีเนื่องจากกระทำทุจริต ทำงานอันส่อไปในทางไม่สุจริต หรือบริหารงานหรือกระทำการอื่นใดอันเป็นเหตุให้เกิดการกระทำความผิดตามกฎหมายหรือที่เป็นความผิดร้ายแรง อันแสดงถึงการขาดความรับผิดชอบหรือขาดความรอบคอบในการบริหารงาน และไม่เป็นบุคคลซึ่งถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
(๖) มีหลักเกณฑ์และแนวทางการปฏิบัติงานที่รัดกุมและเชื่อถือได้
(๗) ไม่ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
Clause 17
ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนจะต้องวางหลักประกันเพื่อชดเชยความเสียหายอันอาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนต่อสำนักงานตามจำนวนที่กำหนดไว้ใน
ข้อ ๒๐
Clause 18
หลักประกันที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนสามารถยื่นต่อสำนักงาน ได้แก่
(๑) เงินสด
(๒) หนังสือค้ำประกันจากธนาคารหรือบริษัทเงินทุนที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจในประเทศไทย หรือ (๓) หลักประกันอื่นที่คณะกรรมการอนุญาต
Clause 19
หลักประกันแบ่งเป็น
(๑) หลักประกันทั่วไป
(๒) หลักประกันเฉพาะคดี
Clause 20
ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนต้องวางหลักประกันทั่วไปไว้เป็นจำนวนไม่น้อยกว่าห้าแสนบาทในวันยื่นคำขอจดทะเบียน ในกรณีที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนจะให้ความยินยอมเพื่อเป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนในแต่ละคดี จะต้องวางหลักประกันเฉพาะคดีตามจำนวนที่กำหนดในตาราง ๑ ท้ายกฎกระทรวงภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนให้ความยินยอม แต่ทั้งนี้ ต้องก่อนวันที่ศาลพิจารณามีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน เมื่อได้วางหลักประกันเฉพาะคดีแล้ว ให้สำนักงานออกหลักฐานแสดงการวางหลักประกันเฉพาะคดีให้เพื่อแนบเสนอศาล ในกรณีที่ปรากฏว่าทุนทรัพย์ในคดีมีจำนวนลดลงทำให้หลักประกันเฉพาะคดีลดลง ให้สำนักงานคืนหลักประกันเฉพาะคดีส่วนที่เกินแก่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับการร้องขอ ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งแล้ว และปรากฏว่าผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนยังมิได้วางหลักประกันตามวรรคสอง ให้สำนักงานเรียกให้ดำเนินการภายในสิบห้าวัน
Clause 21
ให้คณะกรรมการพิจารณาและมีคำสั่งคำขออนุญาตภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเอกสารหลักฐานที่ถูกต้องครบถ้วน ในกรณีที่มีพฤติการณ์พิเศษทำให้ไม่อาจมีคำสั่งภายในสามสิบวัน คณะกรรมการอาจขยายระยะเวลาได้อีกไม่เกินสามสิบวัน ในกรณีที่คณะกรรมการไม่มีคำสั่งภายในเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าคณะกรรมการให้ความเห็นชอบให้จดทะเบียน ในกรณีที่คณะกรรมการแจ้งผลการพิจารณาไม่ให้ความเห็นชอบ ให้คณะกรรมการแจ้งเหตุผลให้ผู้ยื่นคำขอทราบ ในกรณีเช่นนี้ผู้ยื่นคำขอมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการต่อรัฐมนตรีได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันได้รับทราบผลการพิจารณา ให้รัฐมนตรีพิจารณาและวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสืออุทธรณ์ ในกรณีที่รัฐมนตรีไม่มีคำสั่งภายในเวลาดังกล่าว ให้ถือว่ามีคำสั่งเช่นเดียวกับคณะกรรมการ คำวินิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นที่สุด
Clause 22
ในการจดทะเบียนผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน ให้สำนักงานออกใบอนุญาตแก่บุคคลดังกล่าวไว้เป็นหลักฐาน ใบอนุญาตเป็นผู้ทำแผนให้มีอายุสองปีนับแต่วันออกใบอนุญาต ใบอนุญาตเป็นผู้บริหารแผนให้มีอายุห้าปีนับแต่วันออกใบอนุญาต
หมวด ๔ การสิ้นสุดทางทะเบียนของผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน
Clause 23
ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนอาจถูกถอดชื่อออกจากทะเบียนได้ ในกรณีดังต่อไปนี้
(๑) ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนตาย
(๒) เมื่อครบกำหนดอายุตามใบอนุญาต
(๓) ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
(๔) นิติบุคคลซึ่งเป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนเลิกกัน หรือควบกับนิติบุคคลอื่น
(๕) ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนยื่นคำขอถอดชื่อออกจากทะเบียน
(๖) คณะกรรมการวินิจฉัยว่าผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตาม
ข้อ ๑๓ ข้อ ๑๔ ข้อ ๑๕ หรือ
ข้อ ๑๖ (๗) ถูกจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกในคดีที่คณะกรรมการเห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียแก่เกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
(๘) ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนไม่ดำเนินการตามที่สำนักงานแจ้งให้วางหลักประกันตาม
ข้อ ๒๐ วรรคสอง กรณีตาม (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ให้มีผลเมื่อคณะกรรมการมีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาตเป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน
Clause 24
ภายใต้บังคับ
ข้อ ๒๗ ในกรณีที่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนถูกถอดชื่อจากทะเบียนผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน ให้สำนักงานคืนหลักประกันทั่วไปแก่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนนั้น ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
Clause 25
ภายใต้บังคับ
ข้อ ๒๗ ให้สำนักงานคืนหลักประกันเฉพาะคดีแก่ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนเมื่อ
(๑) ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนถูกถอดชื่อจากทะเบียนผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน
(๒) ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอให้ฟื้นฟูกิจการ
(๓) ศาลมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ
(๔) ศาลมีคำสั่งยกเลิกการฟื้นฟูกิจการ
(๕) ศาลมีคำสั่งตั้งบุคคลอื่นเป็นผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนในคดีนั้น
(๖) ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาด ทั้งนี้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอ
Clause 26
คำขอให้คืนหลักประกันทั่วไปตาม
ข้อ ๒๔ หรือหลักประกันเฉพาะคดีตาม
ข้อ ๒๕ ให้ทำเป็นหนังสือตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด
Clause 27
ในกรณีที่มีหลักฐานมาแสดงว่าได้มีการดำเนินคดีกับผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนให้ชดใช้ค่าเสียหายในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับการทำแผนหรือการบริหารแผนของบุคคลดังกล่าวและอาจนำหลักประกันทั่วไปหรือหลักประกันเฉพาะคดีไปชำระชดใช้ค่าเสียหายได้ ให้สำนักงานพักการคืนหลักประกันไว้ชั่วคราวเป็นเวลาไม่เกินหกสิบวัน และมีคำสั่งให้มีการนำคำสั่งศาลที่ให้ยึดหรืออายัดคืนหลักประกันไว้ชั่วคราวมาแสดง หากไม่มีการดำเนินการเช่นนั้น ให้สำนักงานคืนหลักประกันไป
บทเฉพาะกาล
Clause 28
กฎกระทรวงนี้ไม่ใช้บังคับแก่บรรดาคดีที่มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ ก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับและคดีที่มีการยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๕ จาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
[เอกสารแนบท้าย] ๑. ตาราง ๑ หลักประกันเฉพาะคดีการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผน (ดูข้อมูลภาพจากกฎหมาย)
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ โดยที่มาตรา ๙๐/๑๖ แห่งพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช ๒๔๘๓ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๔๑ บัญญัติว่าในกรณีที่รัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ของการฟื้นฟูกิจการ
รัฐมนตรีจะออกกฎกระทรวงที่เกี่ยวกับการจดทะเบียนและการกำหนดคุณสมบัติของผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการก็ได้ และเนื่องจากการฟื้นฟูกิจการในปัจจุบันมีความจำเป็นจะต้องมีระบบการควบคุม กำกับ ดูแลที่ดีมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย สมควรออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขการจดทะเบียนและคุณสมบัติของผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้
Supplementary provisions, notes and transitional provisions of amending acts
กฎกระทรวงว่าด้วยการจดทะเบียนและการกำหนดคุณสมบัติผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๕๘
ข้อ ๘ ผู้ทำแผนหรือผู้บริหารแผนที่ได้รับใบอนุญาตก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับให้ใช้ใบอนุญาตนั้นได้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุ
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้กฎกระทรวงฉบับนี้ คือ เนื่องจากการกำหนดคุณสมบัติ การวางหลักประกันและการถอดชื่อผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการออกจากทะเบียนตามกฎกระทรวงว่าด้วยการจดทะเบียนและการกำหนดคุณสมบัติผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ พ.ศ. ๒๕๔๕
ยังไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน สมควรแก้ไขเพิ่มเติมการกำหนดคุณสมบัติ การวางหลักประกัน และการถอดชื่อผู้ทำแผนและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการออกจากทะเบียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับเจ้าหนี้และลูกหนี้และทำให้กระบวนการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้