คำฟ้องและคำให้การ
ความว่า พนักงานสอบสวนยื่นฟ้องจำเลยต่อศาลแขวงพระนครเหนือหาว่าจำเลยทำผิดฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร ศาลแขวงพระนครเหนือไต่สวนมูลฟ้องแล้วสั่งว่าคดีมีมูลฐานรับของโจร และส่งสำนวนมาพนักงานอัยการ ๆ เห็นว่าศาลแขวงมิได้พิพากษายกฟ้องฐานลักทรัพย์พนักงานอัยการจึงฟ้องจำเลยฐานลักทรัพย์หรือรับของโจรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 357, 83 ศาลอาญาสั่งประทับฟ้องฐานรับของโจร ส่วนฐานลักทรัพย์ไม่ประทับฟ้องจำเลยแถลงขอต่อสู้คดี โจทก์แถลงว่ายังติดใจอุทธรณ์เรื่องที่ศาลสั่งไม่ประทับฟ้องฐานลักทรัพย์ ขอให้รอคดีไว้ระหว่างอุทธรณ์ก่อน ศาลอาญาสั่งให้รอว่า โจทก์จะอุทธรณ์หรือไม่ไว้ก่อน 15 วันต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลประทับฟ้องฐานลักทรัพย์ของโจทก์ไว้พิจารณาด้วย หากศาลสั่งประการอื่น ขอให้ถือว่าคำร้องนี้เป็นคำร้องคัดค้านการไม่ประทับฟ้องฐานลักทรัพย์ไว้เพื่อสงวนสิทธิในการอุทธรณ์ต่อไปวันนัดพิจารณา
จำเลยให้การรับสารภาพฐานรับของโจร โจทก์จำเลยแถลงไม่สืบพยาน ศาลอาญาพิพากษาจำคุกจำเลยฐานรับของโจร เมื่อลดแล้วคงจำคุกหกเดือนโจทก์อุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า คดีฟ้องหาว่าจำเลยลักทรัพย์หรือรับของโจรนั้น ถ้าจำเลยรับสารภาพเต็มตามฟ้องในความผิดฐานใดฐานหนึ่งแล้วศาลก็พิพากษาลงโทษจำเลยไปตามคำรับของจำเลยนั้น โดยโจทก์ไม่อาจโต้แย้งขอนำสืบให้เป็นความผิดอีกฐานหนึ่งได้ เพราะจะเป็นการนำสืบให้กลายเป็นความผิด 2 ฐานไป สำหรับคดีนี้ จำเลยก็รับสารภาพฐานรับของโจร ศาลลงโทษจำเลยไปแล้ว ฎีกาโจทก์ที่ขอให้ศาลประทับฟ้องทั้งในฐานลักทรัพย์หรือรับของโจร จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 242(1), 247 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15พิพากษายกฎีกาโจทก์