Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1013/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน แม้มิได้กำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และวันเวลาที่จำเลยจะต้องจัดทำระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้แล้วเสร็จไว้ก็ตาม แต่ก็พึงอนุมานได้ว่าจำเลยจะต้องดำเนินการจัดทำสิ่งต่างๆ ดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็วในระยะเวลาใกล้เคียงกับระยะเวลาที่ให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญาเสร็จสิ้น โจทก์ชำระเงินล่วงหน้าให้แก่จำเลยตามสัญญาตลอดมาจนถึงงวดที่ 17 จำเลยก็ยังไม่ดำเนินการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนายความสะดวกต่างๆ ให้แล้วเสร็จ และนับแต่วันทำสัญญาจนถึงเวลาที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาเป็นเวลานานถึง 7 ปี จำเลยก็ยังไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 387 ฉะนั้น เมื่อคู่สัญญาเลิกสัญญาโดยชอบแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยคิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ จำเลยจึงต้องคืนเงินที่รับไว้จากโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับเงินแต่ละจำนวนแก่โจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคสอง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2537 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโครงการเมืองทองเอ็กซ์คลูซีฟกับจำเลย โจทก์ผ่อนชำระไปแล้วรวมเป็นเงิน 1,786,229 บาท แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยไม่จัดทำสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตามโครงการให้แล้วเสร็จ และพร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์โจทก์มอบหมายให้ทนายความบอกกล่าวทวงถามให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาแล้ว หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือว่าหนังสือบอกกล่าวเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาจำเลยมีหน้าที่คืนต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ แต่จำเลยเพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นจำนวน 2,717,910.96 บาท และขอให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,786,229 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 1,786,229 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 12 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ในต้นเงิน 30,000 บาท นับแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2537 ต้นเงิน 709,131 บาท นับแต่วันที่ 31 มีนาคม 2537 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2537 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2537 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2537 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2537 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2537 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 2 กันยายน 2537 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2537 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2537 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2538 ต้นเงิน 61,594 บาท

นับแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2538 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 14 มีนาคม 2538 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 7 เมษายน 2538 ต้นงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2538 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2538 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 3 ธันวาคม 2539 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2540 ต้นเงิน 61,594 บาท นับแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 ต้นเงิน 60,594 บาท นับแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยจำชำระเสร็จแก่โจทก์

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ที่จำเลยฎีกาว่า สัญญาจะซื้อจะขายมิได้กำหนดการแล้วเสร็จและวันโอนกรรมสิทธิ์ไว้ โจทก์เองก็มิได้ดำเนินการอย่างใดที่จะชำระหนี้ตามสัญญา แม้จำเลยจะยังไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ก็ยังถือไม่ได้ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา โจทก์บอกเลิกสัญญาโดยกำหนดเวลาให้จำเลยชำระหนี้เป็นระยะเวลาที่สั้นและกระชั้นชิดมิใช่ระยะเวลาพอสมควรตามกฎหมาย การบอกเลิกสัญญาจึงไม่ชอบ โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากจำเลย หากจะเรียกได้ก็เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดนั้น

ศาลฎีกาเห็นว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้กล่าวไว้โดยละเอียดชัดเจนซึ่งดุลพินิจในการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานและเหตุผลแห่งข้อวินิจฉัยชี้ขาดแล้วว่า สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นสัญญาต่างตอบแทน แม้ในสัญญาจะมิได้กำหนดวันจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์และวันเวลาที่จำเลยจะต้องจัดทำระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้แล้วเสร็จไว้ก็ตาม แต่ก็พึงอนุมานได้ว่าจำเลยจะต้องดำเนินการจัดทำสิ่งต่างๆ ดังกล่าวให้แล้วเสร็จโดยเร็วในระยะเวลาใกล้เคียงกับระยะเวลาที่ให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญาเสร็จสิ้น โจทก์ชำระเงินล่วงหน้าให้แก่จำเลยตามสัญญาตลอดมาจนถึงงวดที่ 17 จำเลยก็ยังไม่ดำเนินการก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้แล้วเสร็จ และนับแต่วันทำสัญญาจนถึงเวลาที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวให้จำเลยชำระหนี้และบอกเลิกสัญญาเป็นเวลานานถึง 7 ปี

จำเลยก็ยังไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จ จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์ย่อมมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ และพฤติการณ์ของจำเลยดังกล่าวมาแล้วนั้นเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแม้โจทก์จะกำหนดเวลาให้จำลยนานกว่าที่ระบุไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจำเลยก็ไม่อาจชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นได้ การบอกเลิกสัญญาของโจทก์จึงชอบแล้ว เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวนั้นให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วยคิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ จำเลยจึงต้องคืนเงินที่รับไว้จากโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ได้รับเงินแต่ละจำนวนแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง

ฎีกาของจำเลยที่โต้เถียงเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์มาอีกนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้ ศาลฎีกาโดยความเห็นชอบของรองประธานศาลฎีกาซึ่งประธานศาลฎีกามอบหมายเห็นว่า ฎีกาของจำเลยเป็นสาระแก่คดีอันไม่ควรได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยซ้ำอีก"

Result

พิพากษายกฎีกา

Matter details

Panel of judges
สมศักดิ์ เนตรมัย · สุภิญโญ ชยารักษ์ · ประทีป ปิติสันต์
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 8505/2561

จำเลยแก้ฎีกาว่า ฎีกาของโจทก์ตั้งแต่หน้า 10 ถึงหน้า 19 เป็นการคัดลอกมาจากอุทธรณ์ในหน้า 39 ถึงหน้า 55 ถือเป็นฎีกาที่ไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เป็นฎีกาที่ไม่ชัดแจ้งนั้น ฎีกาของโจทก์ในหน้า 10 ถึงหน…

Supreme Court Judgment No. 14792/2558

สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสัญญาต่างตอบแทน จำเลยมีหน้าที่ปลูกสร้างบ้านและแบ่งแยกโฉนดให้แล้วเสร็จเพื่อจดทะเบียนขายแก่โจทก์ ส่วนโจทก์ก็มีหน้าที่ชำระเงินค่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตอบแทน…

Supreme Court Judgment No. 2569/2556

การที่โจทก์จองซื้อที่ดินและอาคารพาณิชย์จากจำเลย 2 แปลง คือแปลงหมายเลข 1314 และ 1315 โดยวางเงินจองไว้แปลงละ 100,000 บาท ย่อมถือได้ว่าเป็นการให้มัดจำและเป็นหลักฐานว่าได้ทำสัญญากันแล้วตาม ป.พ.พ. มาตรา 37…

Supreme Court Judgment No. 1593/2554

แม้สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารระบุให้ผู้จะซื้อคือโจทก์ชำระเงินงวดสุดท้ายในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2533 และให้ผู้จะขายคือจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมอาคารให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับจากวันที่…

Supreme Court Judgment No. 560/2553

หลังจากจำเลยได้รับเงินค่ามัดจำไปจากโจทก์แล้ว จำเลยมีหน้าที่ส่งเครื่องจักรไปให้โจทก์ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับเงินมัดจำ แต่จำเลยมิได้ส่งมอบเครื่องจักรให้โจทก์ โจทก์ก็มิได้ทวงถามแต่อย่างใด จนกระทั่…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up