คำฟ้องและคำให้การ
ที่รายพิพาทนี้เดิมเป็นของ น.โจทก์ได้รับกรรมสิทธิมาจาก น.ตามพินัยกรรม์แลได้โอนโฉนดใส่ชื่อโจทก์มาหลายปีแล้วต่อมาพวกจำเลยขอแบ่งซื้อที่รายนี้แล้วไม่ใช้เงินโจทก์จึงฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหาย จำเลยต่อสู้ว่า จำเลยเป็นญาติกับ น.ได้อยู่ในที่รายนี้ตลอดมาแลว่าพินัยกรรม์ที่ น.ทำไม่สมบูรณ์ เพราะไม่มีพะยานลงลายมือชื่อรับรองลายพิมพ์นิ้วมือของ น. ศาลเดิมแลศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ขับไล่จำเลย จำเลยฎีกาว่า (๑) พินัยกรรม์นั้นเป็นพินัยกรรม์ปลอม (๒) พินัยกรรม์นั้นไม่สมบูรณ์โดยไม่มีผู้รับรองลายพิมพ์นิ้วมือแล (๓) ศาลล่างฟังข้อเท็จจริงผิดจากพะยานหลักฐาน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าตามฎีกาข้อ (๑)ปลอมหรือไม่ปลอมเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ในปัญหาข้อ ๒ เห็นว่าผู้ลงลายมือชื่อเป็นพะยานในพินัยกรรม์ (ในคดีนี้มี ๔ คน) ก็เป็นผู้รับรองลายพิมพ์นิ้วมือตามความหมายแพ่งประมวลแพ่ง ฯ ม.๙ พอแล้ว แลตามฎีกาข้อ ๓.นั้นเห็นว่าจำเลยไม่ได้ยกขึ้นกล่าวว่าศาลล่างฟังข้อเท็จจริงผิดที่ตรงไหนอย่างใดจึงพิพากษา ยืนตามศาลล่าง