Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 10288/2550

พ.ศ. 2550 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ป.วิ.พ. มาตรา 148 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า คดีที่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ได้ความว่าคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 229/2536 ของศาลชั้นต้น ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว และคู่ความในคดีแพ่งดังกล่าวกับคู่ความคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน แต่ในเรื่องประเด็นข้อพิพาทนั้น ประเด็นวินิจฉัยในคดีเรื่องก่อนมีอยู่ว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพราะจัดหาทางภาระจำยอมไม่ได้ภายในกำหนดตามสัญญาและโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ก่อนหรือไม่ ต่างกับประเด็นวินิจฉัยในคดีเรื่องนี้ที่มีอยู่ว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินเพราะโอนขายที่ดินที่ตกลงจะขายตามสัญญาให้บุคคลภายนอกไปเสียก่อนหรือไม่ ดังนั้น แม้ประเด็นทั้งสองคดีจะเป็นเรื่องจำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อขายหรือไม่คล้ายๆ กัน แต่ในเมื่อคดีนี้จะต้องวินิจฉัยเรื่องการผิดสัญญาโดยอาศัยเหตุที่ว่าจำเลยทั้งหกโอนขายที่ดินที่ตกลงจะขายให้บุคคลภายนอกไปมิได้อาศัยเหตุเรื่องจำเลยจัดหาทางภาระจำยอมไม่ไดอย่างในคดีก่อน ซึ่งเป็นเหตุใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุเดิม จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 229/2536 ของศาลชั้นต้น

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินมัดจำจำนวน 5,000,000 บาท ค่าที่ดินล่วงหน้าจำนวน 2,000,000 บาท และดอกเบี้ยในการเลื่อนกำหนดการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินจำนวน 1,531,706 บาท รวมเป็นเงิน 8,531,716 บาท และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน 8,531,716 บาท นับแต่วันที่จำเลยทั้งหกได้รับเงินจากโจทก์เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ โดยดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นจำนวนเงิน 3,199,393.50 บาท และให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชดใช้ค่าปรับจำนวน 10,000,000 บาท แก่โจทก์

จำเลยทั้งหกให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 8,876,430 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ของต้นเงิน 8,276,430 บาท นับตั้งแต่วันที่ 9 ตุลาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จ

จำเลยทั้งหกอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งหกฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ "...

พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจจริงเบื้องต้นรับฟังเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2533 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อขายที่ดินหรือสัญญาวางมัดจำที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 271 และ 5285 ตำบลนาดี (บางปิ้ง) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร เนื้อที่รวม 28 ไร่ 2 งาน 22 ตารางวา จากจำเลยทั้งหกในราคา 23,500,000 บาท โจทก์วางมัดจำไว้ 5,000,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ คือวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2534 หากโจทก์ไม่พร้อมที่จะชำระเงิน จำเลยทั้งหกยอมให้เลื่อนกำหนดได้ไม่เกิน 1 ปี โดยโจทก์จะต้องชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลยทั้งหกเดือนละ 127,643 บาท ต่อมาวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2534 โจทก์กับจำเลยทั้งหกตกลงเลื่อนกำหนดวันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและชำระราคาส่วนที่เหลือออกไป 1 ปี เป็นวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 โดยโจทก์ยอมชำระดอกเบี้ยให้แก่จำเลยทั้งหกตามอัตราที่ตกลงกันไว้

โจทก์ได้ออกเช็คธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) สาขาบางขุนเทียน รวม 12 ฉบับ จ่ายดอกเบี้ยให้แก่จำเลยทั้งหกเป็นรายเดือน และในวันเดียวกันจำเลยทั้งหกได้เบิกเงินค่าที่ดินพิพาทล่วงหน้าไปจากโจทก์ 2,000 ,000 บาท ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2535 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 107/2535 คดีหมายเลขแดงที่ 229/2536 ของศาลชั้นต้น ว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาไม่จัดหาทางหรือถนนภาระจำยอมให้ได้ภายในกำหนดตามสัญญา โจทก์จึงได้บอกเลิกสัญญา ขอเรียกเงินที่จำเลยทั้งหกรับไปคืนมาทั้งหมดพร้อมกับเรียกค่าเสียหาย คดีดังกล่าวถึงที่สุดตามคดีหมายเลขแดงที่ 4793/2539 ของศาลฎีกา ซึ่งวินิจฉัยว่า โจทก์เลิกสัญญาไม่ชอบ สัญญายังมีผลผูกพัน โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งหกคืนเงินมัดจำและเงินค่าที่ดินพิพาทที่จำเลยทั้งหกเบิกล่วงหน้าไป แต่ให้จำเลยทั้งหกชำระค่าปรับจากการที่จัดหาทางภาระจำยอมล่าช้าให้แก่โจทก์ 295,000 บาท

มีปัญหาต้องวินิจฉัยเป็นข้อแรกตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 229/2536 ของศาลชั้นต้น หรือไม่

ที่จำเลยทั้งหกฎีกาว่าเป็นฟ้องซ้ำเพราะคู่ความทั้งสองฝ่ายในคดีเรื่องก่อนกับคดีเรื่องนี้เป็นคู่ความเดียวกัน คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อขายที่ดินหรือไม่ และคำขอบังคับก็เป็นเช่นเดียวกับคดีเรื่องก่อนนั้น เห็นว่า ในเรื่องฟ้องซ้ำนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า คดีที่ด้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว ห้ามมิให้คู่ความเดียวกันรื้อร้องฟ้องกันอีก ในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ได้ความว่า คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 229/2536 ของศาลชั้นต้น ศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วและคู่ความในคดีแพ่งดังกล่าวกับคู่ความคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน แต่ในเรื่องประด็นข้อพิพาทนั้น

ประเด็นวินิจฉัยในคดีเรื่องก่อนมีอยู่ว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพราะจัดหาทางภาระจำยอมไม่ได้ภายในกำหนดตามสัญญาและโจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ก่อนหรือไม่ ต่างกับประเด็นวินิจฉัยในคดีเรื่องนี้ที่มีอยู่ว่า จำเลยบอกเลิกสัญยาได้ก่อนหรือไม่ ต่างกับประเด็นวินิจฉัยในดคีเรื่องนี้ที่มีอยู่ว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินเพราะโอนขายที่ดินที่ตกลงจะขายตามสัญญาให้บุคคลภายนอกไปเสียก่อนหรือไม่ ดังนั้น แม้ประเด็นทั้งสองคดีจะเป็นเรื่องจำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อจะขายหรือไม่คล้ายๆ กัน แต่ในเมื่อคดีนี้จะต้องวินิจฉัยเรื่องการผิดสัญญาโดยอาศัยเหตุที่ว่า จำเลยทั้งหกโอนขายที่ดินที่ตกลงจะขายให้บุคคลภายนอกไปมิได้อาศัยเหตุเรื่องจำเลยจัดหาทางภาระจำยอมไม่ได้อย่างในคดีก่อน ซึ่งเป็นเหตุใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุเดม จึงมิใช่เป็นการรื้อร้องฟ้องกันอีกในประเด็นที่ได้วินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกัน ฟ้องโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 229/2536 ของศาลชั้นต้น ฎีกาข้อแรกของจำเลยทั้งหกฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยข้อต่อไปตามฎีกาของจำเลยทั้งหกว่า จำเลยทั้งหกผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน เพราะโอนขายที่ดินที่ตกลงจะขายตามสัญญาให้บุคคลภายนอกไปเสียก่อนหรือไม่ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินที่ทำไว้ ซึ่งต่อมาทั้งสองฝ่ายตกลงเลื่อนกำหนดวันโอนออกไปนั้น จำเลยทั้งหกจะต้องจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 แต่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งหกเป็นคดีเรื่องก่อนในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2535 ก่อนจะถึงกำหนดวันโอนเพียง 4 วัน เห็นว่า แม้โจทก์จะได้บอกเลิกสัญญาไปก่อนแล้วก่อนที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้องโดยอ้างเหตุว่าจำเลยทั้งหกผิดสัญญาไม่จัดหาทางหรือถนนภาระจำยอมให้ได้ภายในกำหนดแต่ในที่สุดศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าโจทก์เลิกสัญญาไม่ชอบ

สัญญายังมีผลผูกพัน เมื่อสัญญาดังกล่าวมีกำหนดแน่นอนให้โจทก์ไปรับโอนที่ดินและชำระราคาค่าที่ดินส่วนที่เหลือให้จำเลยทั้งหกในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 แล้วโจทก์ไม่ได้รับโอนโดยตัวโจทก์เบิกความว่า ที่โจทก์ไม่ได้ไปรับโอนเนื่องจากเข้าใจว่าได้มีการบอกเลิกสัญญากันแล้ว เมื่อสัญญายังไม่เลิกจึงต้องถือว่าโจทก์ยังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาอยู่ มิใช่ว่าเมื่อโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหกแล้วจะทำให้โจทก์หมดหน้าที่ไม่ต้องปฏิบัติตามสัญญาอีกต่อไป มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นว่า หากฝ่ายใดไม่ต้องการจะปฏิบัติตามสัญญาก็หาเหตุฟ้องคดีเสียก่อนที่จะถึงกำหนดแล้วรอดูผลอยู่จนกว่าจะถึงที่สุดซึ่งจะต้องใช้เวลานานหลายปี เป็นที่เสียหายแก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งต้องขาดประโยชน์ตามสัญญาไป ซึ่งถ้าโจทก์ไปรับโอนที่ดินเมื่อถึงกำหนดวันโอนตามสัญญา

จำเลยทั้งหกจะได้รับเงินค่าที่ดินที่เหลืออยู่ เป็นจำนวนมากถึง 16,500,000 บาท จำเลยทั้งหกนำสืบว่า เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 จำเลยทั้งหกไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาคร เพื่อรอจดทะเบียนโอนที่ดินซึ่งมีทางภาระจำยอมอยู่พร้อมแล้วให้โจทก์รออยู่จนถึงเวลา 16.30 นาฬิกา โจทก์ไม่ไปจำเลยทั้งหกจึงไปแจ้งความเป็นหลักฐานที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรสาครตามบันทึกประจำวันข้อ 13 ลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 น่าเชื่อว่าจำเลยทั้งหกไปรออยู่จริง แต่โจทก์ไม่ไป เมื่อตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินข้อ 9 ระบุไว้ว่า ถ้าผู้จะซื้อผิดสัญญาไม่ไปจดทะเบียนรับซื้อตามกำหนดยอมให้ผู้จะขายริบมัดจำ ย่อมแสดงอยู่ในตัวว่าสัญญาที่มีอยู่ต้องถือว่าเป็นอันเลิกกัน

เพราะถึงขั้นริบมัดจำแล้วย่อมไม่สมควรจะต้องมีการปฏิบัติตามสัญญาอย่างใดต่อไปอีก คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างมีความเป็นอิสระพ้นจากพันธะข้อผูกพันตามสัญญา โจทก์ต้องถูกริบมัดจำและจำเลยทั้งหกก็สาสมารถจะนำที่ดินตามสัญญาไปขายให้ผู้อื่นได้ต่อไป ได้ความว่าจำเลยทั้งหกขายี่ดินให้บุคคลภายนอกในวันที่ 26 เมษายน 2538 หลังจากวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 อันเป็นวันที่ถือได้ว่าสัญญาเลิกกันแล้วดังกล่าวข้างต้นถึง 3 ปี จึงน่าจะเป็นตามที่จำเลยที่ 1 เบิกความตอบคำถามติงว่าเหตุที่จำเลยทั้งหกขายที่ดินไปในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกาเพราะถือว่าสัญญาสิ้นสุดลงแล้วตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 ที่โจทก์อ้างเอาเหตุในการที่โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยทั้งหกให้ไปดำเนินการโอนที่ดินตามสัญญาในวันที่ 28 กรกฎาคม 2540 แล้วจำเลยทั้งหกไม่ไปเป็นการผิดสัญญานั้นไม่ถูกต้อง

เพราะสัญญาเลิกกันไปแล้ว โจทก์กำหนดวันโอนใหม่ให้เป็นไปตามความประสงค์ของโจทก์ฝ่ายเดียว โดยถือว่าศาลฎีกาเพิ่งจะพิพากษาคดีเรื่องก่อนถึงที่สุดไม่ได้ เมื่อศาลฎีกาชี้จัดว่าโจทก์เลิกสัญญาไม่ชอบ สัญญายังมีผลผูกพันย่อมต้องถือตามข้อตกลงในสัญญาที่ทำไว้แต่เดิมว่า วันโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคือวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 ซึ่งผ่านพ้นไปแล้วโดยโจทก์ไม่ไป มิใช่วันที่ 28 กรกฎาคม 2540 ที่โจทก์กำหนดใหม่ที่จำเลยทั้งหกไม่ไปยังสำนักงานที่ดินจังหวัดสมุทรสาครในวันที่โจทก์กำหนดดังกล่าวก็ไม่อาจถือได้ว่าเป็นการผิดนัดผิดสัญญาอย่างใดอีกเพราะสัญญาเลิกกันไปแล้ว ทั้งการที่จำเลยทั้งหกโอนขายที่ดินให้บุคคลภายนอกหลังจากสัญญาเลิกกันแล้วนั้นเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งหกสามารถกระทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพราะไม่มีสัญญาอย่างใดผูกพันจำเลยทั้งหกอยู่อีกแล้ว

มิใช่ว่าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะความผิดของจำเลยทั้งหกดังที่สาลอุทธรณ์ภาค 7 วินิจฉัย สัญญาจะซื้อจะขายระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งหกเลิกกันแล้วตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 โจทก์และจำเลยทั้งหกจำต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 จำเลยทั้งหกไม่ต้องคืนเงินมัดจำ 5,000,000 บาท แก่โจทก์เพราะจำเลยทั้งหกมีสิทธิริบได้ตามสัญญาอยู่แล้ว แต่สำหรับเงินค่าที่ดิน 2,000,000 บาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของราคาค่าที่ดินส่วนที่เหลือและจำเลยทั้งหกควรจะได้รับจากโจทก์ในวันโอนที่ดิน แต่จำเลยทั้งหกมาขอเบิกล่วงหน้าไปก่อนนั้นจำเลยทั้งหกจะต้องคืนให้โจทก์ไม่มีสิทธิอย่างใดที่จะเอาไว้ได้

เมื่อยังไม่ได้คืนโจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดได้ร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 นับตั้งแต่วันที่สัญญาเลิกกันในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 เป็นต้นมา ส่วนเงินค่าดอกเบี้ยในการเลื่อนกำหนดการโอนที่ดินจำนวน 1,531,716 บาท ที่โจทก์ฟ้องเรียกคืนมาด้วย เห็นว่า โจทก์เป็นฝ่ายขอเลื่อนกำหนดการโอนที่ดินไป 1 ปี และยอมเสียดอกเบี้ยให้แก่จำเลยทั้งหกตามที่ตกลงไว้ในสัญญาจะซื้อขายข้อ 8 เป็นการเลื่อนเพื่อประโยชน์ของโจทก์เอง โจทก์ได้รับประโยชน์จากการที่เลื่อนวันโอนออกไป 1 ปี นั้นครบถ้วนแล้ว เมื่อครบกำหนดถึงวันโอน โจทก์ไม่ไปรับโอนที่ดินจนสัญญาจะซื้อจะขายต้องเลิกกันเพราะความผิดของโจทก์

มิใช่ความผิดของจำเลยทั้งหก โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกเงินค่าดอกเบี้ยที่ชำระให้แก่จำเลยทั้งหกไปดังกล่าวคืน สำหรับเงินค่าปรับที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยทั้งหกใช้ให้แก่โจทก์ 10,000,000 บาท เมื่อฟังว่าโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับ จำเลยทั้งหกไม่ต้องรับผิดชอบใช้ค่าปรับแต่อย่างใด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยทั้งหกฟังขึ้นบางส่วน

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งหกร่วมกันหรือแทนกันชำระเงิน 2,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2535 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่โจทก์

Matter details

Panel of judges
วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์ · วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์ · มนตรี ศรีเอี่ยมสะอาด
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1858/2567

คดีก่อนมีประเด็นว่า โจทก์ทั้งเจ็ดมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสิบห้าออกไปจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสิบห้าได้หรือไม่ ซึ่งที่ดินพิพาทในคดีก่อนก็คือที่ดินพิพาทแปลงเดียวกันกับคดีนี้ แม้คดีน…

Supreme Court Judgment No. 883/2567

คดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ.951/2562 ของศาลจังหวัดทุ่งสง พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ในข้อหาขับรถในขณะเมาสุรา ขับรถโดยประมาทหรือหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับ…

Supreme Court Judgment No. 4838/2566

ต. เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ร้อง ต. และผู้ร้องต่างยื่นคำร้องว่าตนได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครองปรปักษ์ อันเป็นการกล่าวอ้างว่า ต. และผู้ร้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทมาในระหว่างสมรส ที่ดิ…

Supreme Court Judgment No. 3956/2566

การที่โจทก์ฟ้องคดีก่อนแล้วมาฟ้องคดีนี้ แม้จำเลยที่ 2 คดีนี้และจำเลยในคดีก่อนจะเป็นนิติบุคคลแยกจากกัน แต่จำเลยในคดีก่อนและจำเลยที่ 2 คดีนี้ ต่างเป็นหน่วยงานของรัฐซึ่งจะต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่ พ. (จ…

Supreme Court Judgment No. 2354/2566

แม้คดีก่อนโจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2559 หลังจาก พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2557 ใช้บังคับแล้ว แต่ลูกหนี้ผิดนัดเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2557 ก่อนวันที่ พ.ร.บ.…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up