Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1032/2529

พ.ศ. 2529 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยใช้มีดปลายแหลมจี้คอผู้เสียหายพร้อมกับขู่ไม่ให้ร้องมิฉะนั้นจะปล้ำเมื่อผู้เสียหายปฏิบัติตามก็โยนเหล็กปลายแหลมทิ้งแล้วกอดผู้เสียหายไว้ใช้มือคลำคอผู้เสียหายถามหาสร้อยคอเมื่อทราบว่าไม่มีก็ถามถึงแหวนที่ผู้เสียหายสวมอยู่พอทราบว่าเป็นของปลอมก็ปล่อยมือจากการกอดผู้เสียหายวิ่งหนีไปได้พฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าจำเลยประสงค์ต่อทรัพย์ของผู้เสียหายเป็นสำคัญเพราะเสาะหาแต่สร้อยคอกับแหวนเท่านั้นการที่จำเลยใช้เหล็กปลายแหลมขู่จะปล้ำผู้เสียหายก็ดีกอดตัวผู้เสียหายเมื่อค้นหาทรัพย์ก็ดีเป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายและใช้กำลังประทุษร้ายตามความหมายแห่งป.อ.มาตรา339การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยฐานพยายามชิงทรัพย์6ปี8เดือนฐานกระทำอนาจาร4เดือนรวมจำคุก7ปี2เดือนและลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก3ปี7เดือนยังไม่ถูกต้องเมื่อรวมโทษแล้วต้องเป็นจำคุก7ปีลดโทษกึ่งหนึ่งคงจำคุก3ปี6เดือนปัญหาข้อนี้แม้จำเลยจะมิได้ฎีกาแต่ก็เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ให้ถูกต้องได้.

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่31ตุลาคม2526เวลากลางวันจำเลยบังอาจพกพาอาวุธเหล็กแหลมยาว8นิ้ว1อันไปตามทางสาะารณะโดยไม่มีเหตุสมควรแล้วกระทำอนาจารนางสาวต้อยบุบผาดาอายุ16ปีผู้เสียหายโดยใช้กำลังประทุษร้ายกอดปล้ำและรัดลำตัวผู้เสียหายไว้เพื่อที่จะข่มขืนกระทำชำเราและใช้เหล็กแหลมดังกล่าวจี้บังคับจะเอาแหวน2วงๆละ10บาทที่ผู้เสียหายสวมอยู่ที่นิ้วมือแล้วคลำหาสร้อยที่คอแต่ผู้เสียหายร้องใช้คนช่วยจำเลยจึงหลบหนีไปชิงทรัพย์ไม่ได้ดังเจตนาต่อจากนั้นจำเลยบังอาจกระทำอนาจารนางด่องมุ่งหมายผู้เสียหายโดยใช้กำลังกายประทุษร้ายกอดปล้ำและใช้เหล็กแหลมขู่เข็ญเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายแต่ผู้เสียหายดิ้นรนต่อสู้และวิ่งหนีไปได้ขอให้ลงดทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา278,339,371,80,91พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่5)พ.ศ.2525มาตรา3,13พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา(ฉบับที่6)พ.ศ.2526มาตรา4และริบของกลางจำเลยให้การรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา278,334ประกอบมาตรา80,371ให้เรียงกระทงลงโทษความผิดฐานกระทำอนาจารบุคคลอายุกว่าสิบสามปีจำคุก4เดือนฐานพยายามลักทรัพย์จำคุก4เดือนฐานพกพาอาวุธไปในหมู่บ้านทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรปรับ100บาทรวมโทษจำคุก8เดือนและปรับ100บาทจำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามมาตรา78คงจำคุก4เดือนปรับ50บาทไม่ชำระค่าปรับจัดการตามมาตรา29,30ของกลางริบโจทก์อุทธรณ์ว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์ไม่ใช่ลักทรัพย์และมีความผิดฐานกระทำอนาจารผู้เสียหายแต่ละคนต้องลดโทษเป็น2กรรมศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา339วรรคสอง,80กระทงหนึ่งลงโทษจำคุก6ปี8เดือนและผิดฐานกระทำอนาจารนางด่องผู้เสียหายคนเดียวตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา278จำคุก4เดือนรวมจำคุก7ปี2เดือนจำเลยรับสารภาพลดกึ่งหนึ่งคงจำคุก3ปี7เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยฎีกาว่าการกระทำของจำเลยมิได้ประสงค์ต่อทรัพย์แต่มุ่งกระทำอนาจารผู้เสียหายทั้งสองเท่านั้นศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีมีปัญหาในชั้นนี้เพียงว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามชิงทรัพย์หรือไม่เท่านั้นเห็นว่าโจทก์มีนางสาวต้อยบุบผาดาผู้เสียหายเบิกความมีเหตุผลปราศจากพิรุธโดยจำเลยมิได้ซักค้านหรือนำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่นฟังได้ว่าจำเลยใช้เหล็กปลายแหลมจี้คอผู้เสียหายพร้อมกับขู่ไม่ให้ร้องมิฉะนั้นจะปล้ำเมื่อผู้เสียหายปฏิบัติตามก็โยนเหล็กปลายแหลมทิ้งแล้วกอดผู้เสียหายไว้ใช้มือคลำคอผู้เสียหายภามหาสร้องคอเมื่อทราบว่าไม่มีก็ถามถึงแหวนที่ผู้เสียหายสวมอยู่พอทราบว่าเป็นของปลอมก็ปล่อยมือจากการกอดผู้เสียหายจึงวิ่งหนีได้เห็นว่าพฤติการณ์เช่นนี้ส่อให้เห็นว่าจำเลยประสงค์ต่อทรัพย์จากผู้เสียหายเป็นสำคัญเพราะเสาะหาแต่สร้อยคอกับแหวนเท่านั้นการกอดผู้เสียหายก็เพื่อจะรั้งตัวไว้ให้สะดวกต่อการค้นหาทรัพย์อย่างเดียวจะเห็นได้จากการคลำของจำเลยที่คลำแต่คออันเป็นที่ที่สร้อยคอควรอยู่มิได้คลำของสงวนอันเป็นเครื่องกระตุ้นอารมณ์ทางเพศแต่อย่างใดแม้ตอนขู่ก็ยังกำชับว่ามิฉะนั้นจะปล้ำแสดงว่าจำเลยมิได้เจตนาจะปล้ำมาแต่แรกแต่ยกเอาการปล้ำมาขู่มิให้ขัดขืนเท่านั้นการใช้เหล็กปลายแหลมขู่จะปล้ำอันเป็นการจะทำร้ายอย่างหนึ่งก็ดีการกอดตัวผู้เสียหายเพื่อค้นหาทรัพย์ก็ดีเป็นการขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายและใช้กำลังประทุษร้ายตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา339แล้วการกระทำของจำเลยจึงเป็นผิดฐานพยายามชิงทรัพย์หาใช่ฐานอนาจารดังจำเลยฎีกาขึ้นมาไม่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้วแต่ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยฐานพยายามชิงทรัพย์6ปี8เดือนฐานกระทำอนาจาร4เดือนรวมจำคุก7ปี2เดือนและลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก3ปี7เดือนนั้นยังไม่ถูกต้องเมื่อรวมโทษแล้วต้องเป็นจำคุก7ปีลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก3ปี6เดือนปัญหาดังกล่าวนี้แม้จำเลยมิได้ฎีกาแต่ก็เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องเสียได้พิพากษาแก้เป็นว่าเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วจำคุกจำเลย7ปีลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก3ปี6เดือนนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.

Matter details

Panel of judges
ปชา วรธรรมพินิจ · จุนท์ จันทรวงศ์ · อุทิศ บุญชู
Source
สำนักงาน ส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2966/2568

ป.วิ.อ. มาตรา 163 วรรคสอง การขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยต้องกระทำก่อนศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องระบุว่าเป็นคำร้องขออนุญาตฎีกา แต่เนื้อหาในคำร้องระบุ แถลงขอถอนคำให้การเดิมและให้ก…

Supreme Court Judgment No. 1750/2568

ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัต…

Supreme Court Judgment No. 83/2567

โจทก์บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งหกฐานเป็นซ่องโจรอีกกรรมหนึ่ง โดยการกระทำความผิดฐานนี้ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันวางแผนเพื่อกระทำการอันเป็นความผิด แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบ ปัญ…

Supreme Court Judgment No. 298/2567

แม้อุทธรณ์ของโจทก์จะเป็นการขอให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ แต่ก่อนที่ศาลจะวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวได้นั้น ศาลจำต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า ตราที่โจทก์ประทับใน…

Supreme Court Judgment No. 911/2566

จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า จำเลยที่ 1 ไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง อันเป็นการขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 จึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 ต้องห้ามมิให้ฎี…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up