คำฟ้องและคำให้การ
ได้ความว่าจำเลยถูกศาลพิพากษาให้จำคุก ๔ ปี และใช้เงิน ๗๗๒๒ บาท ๗๙ สตางค์ แก่รัฐบาลด้วยฐานยักยอกทรัพย์ของรัฐบาลคดีถึงที่สุด ปรากฎว่า ร.ภรรยาจำเลยรับจำนองที่นา ส.ไว้ ๑ แปลงเป็นเงิน ๑๖๔๐ บาท ส.ได้นำเงิน ๑๐๔๐ บาทมาวางศาลตามคำสั่งของศาลแล้ว ส่วนเงินอีก ๖๐๐ บาทนั้น ส.ได้ผ่อนใช้ให้ ร.ไปแล้ว แต่มิได้นำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ คดีจึงมีปัญหาว่า ส.จะต้องรับผิดส่งมอบเงิน ๖๐๐ บาท แก่โจทก์อีกหรือไม่
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าป.พ.พ.ม.๗๔๖ จะใช้บังคับในเรื่องเช่นนี้มิได้ โจทก์จะขอให้ชำระเงินอีกไม่ได้ ศาลอุทธรณ์ตัดสินว่าการผ่อนชำระหนี้จำนองกฎหมายประสงค์ให้เป็นการเปิดเผยต่อบุคคลภายนอกตามมาตรา ๗๔๖ แต่โจทก์รับว่า ส.ได้ผ่อนชำระเงินให้ ร.จริง ส.จึงไม่ต้องรับผิดอีก พิพากษายืน มีผู้พิพากษา ๒ คนทำความเห็นแย้ง คนหนึ่งเห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องของผู้รับจำนอง ผู้จำนองเถียงผู้รับจำนองได้อย่างไรก็เถียงโจทก์ได้อย่างนั้น และโจทก์ไม่เป็นบุคคลภายนอกตาม ม.๗๔๖อีกคนหนึ่งเห็นว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกตามม.๗๔๖ ศาลฎีกาตัดสินว่า โจทก์มิใช่คู่สัญญาแลไม่มีเหตุจะเห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องแทนผู้รับจำนองอย่างใด โจทก์เป็นเจ้าหนี้ผู้รับจำนองตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิขอให้ลูกหนี้ผู้รับจำนองนำเงินมาวางศาล
เห็นว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกตามมาตรา ๗๔๖ แต่ที่ศาลอุทธรณ์อ้างข้อที่โจทก์รับในข้อเท็จจริงขึ้นยกอุทธรณ์ของโจทก์นั้นไม่เห็นด้วยเพราะกฎหมายมาตรานี้ไม่เกี่ยวแก่การพิศูจน์ความจริงอย่างไรเลย โจทก์จะปฏิเสธ หรือรับย่อมมีผลในทางกฎหมายเช่นเดียวกัน กฎหมายประสงค์แต่เพียงว่าเมื่อมีการผ่อนชำระหนี้ โดยไม่จดทะเบียนแล้ว ห้ามมิให้ยกเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอก
Result
พิพากษาให้ ส.นำเงิน ๖๐๐ บาทมาวางศาลตามคำร้องของโจทก์