เนื้อความคำพิพากษา
โจทก์มีอำนาจฟ้องเพิกถอนนิติกรรมยกให้โดยเสน่หาระหว่างพันเอก (พิเศษ) พล กับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์และพันเอก (พิเศษ) พล ได้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาเมื่อ ปี 2520 อันเป็นเวลาภายหลังที่บทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 ใช้บังคับแล้ว ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงจึงไม่เป็นสินบริคณห์ แต่เป็นสินสมรสตามบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในขณะได้ที่ดินพิพาททั้งสองแปลงมาและโจทก์กับพันเอก (พิเศษ) พล ไม่ได้ทำสัญญากันไว้ในเรื่องทรัพย์สินเป็นพิเศษก่อนสมรส จึงต้องบังคับตามบทบัญญัติ บรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 1476 (5) อันเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะทำนิติกรรมยกให้
เห็นว่า พันเอก (พิเศษ) พล มีทรัพย์สินเป็นที่ดินราคาเป็นหมื่นล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับที่ดินพิพาททั้งสามแปลงที่ยกให้แก่จำเลยที่ 1 ที่ดินพิพาททั้งสามแปลงจะมีราคาเพียงเล็กน้อย ทั้งพันเอก (พิเศษ) พล ก็เคยยกที่ดินให้แก่บุตรที่เกิดกับโจทก์ทั้งสามคน การยกที่ดินพิพาททั้งสามแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็นการยกให้แก่บุตรทุกคนอย่างเสมอกัน ตามกำลังทรัพย์ของผู้ให้ จึงเป็นการยกให้โดยเสน่หาที่พอสมควรแก่ฐานานุรูปของครอบครัวหรือตามหน้าที่ธรรมจรรยา ตามบทบัญญัติบรรพ 5 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่ตรวจชำระใหม่ พ.ศ.2519 มาตรา 1476 (5) แม้โจทก์จะไม่ได้ให้ความยินยอมก็ฟ้องเพิกถอนการยกให้โดยเสน่หาระหว่างพันเอก (พิเศษ)
พล กับจำเลยที่ 1 ไม่ได้ การยกให้โดยเสน่หามีผลสมบูรณ์ทำให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบ จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า โจทก์ลงลายมือชื่อในช่องพยานในหนังสือมอบอำนาจ ให้ความยินยอมหรือไม่ เพราะไม่มีผลต่อรูปคดี เมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้รับการยกให้ซึ่งที่ดินพิพาทโดยชอบและเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่แท้จริงแล้ว จำเลยที่ 1 ย่อมจำนองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 1144 และ 1145 ได้ และจำเลยที่ 3 ย่อมรับจำนองไว้โดยชอบ ไม่ต้องรับผิดไถ่ถอนจำนอง จึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 กระทำการโดยสุจริตและเสียค่าตอบแทนหรือไม่ และที่ดินพิพาทมีราคาเพียงใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
Result
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ