Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2530 (ref. 104838)

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

สัญญาจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอน หมายถึงการจ้างซึ่งกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ว่าจะจ้างกันกี่วัน กี่เดือนหรือกี่ปี เมื่อถึงกำหนดระยะเวลานั้นแล้วการจ้างเป็นอันระงับสิ้นสุดกันทันที และฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหามีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนกำหนดนั้นไม่ จำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างทำงานในเรือเดินทะเลแผนกลูกเรือการลงเรือแต่ละครั้งได้ทำสัญญาจ้างกำหนดระยะเวลาจ้างเป็นคราว ๆ โดยปกติมีกำหนดคราวละ 6 เดือน แต่เวลาทำงานจริง ๆ ไม่เป็นไปตามที่สัญญากำหนดไว้อาจเกินหรือไม่ครบกำหนดนั้นแล้วแต่เส้นทางการเดินเรือ จำเลยจะจ่ายค่าจ้างให้ตามวันที่ทำงานเมื่อหมดสัญญาครั้งหนึ่ง ๆ โจทก์จะได้ขึ้นจากเรือไปพักผ่อนระหว่างนั้นจำเลยจะจ่ายเงินลาพักให้แต่ไม่จ่ายค่าจ้างและโจทก์จะรอคำสั่งจากจำเลยว่าจะให้ลงเรือลำใดต่อไปเมื่อทำงานครบ 1 ปีโจทก์จะได้รับการพิจารณาขึ้นเงินเดือนด้วย ดังนี้แสดงว่ากำหนดระยะเวลาการจ้างเป็นคราว ๆ ไม่มีผลบังคับกันอย่างแท้จริง ความสัมพันธ์ระหวางจำเลยกับโจทก์ยังคงมีอยู่ติดต่อกันตลอดมาหาได้สิ้นสุดลงเป็นคราว ๆ ตามสัญญาลงเรือที่ทำกันไม่ โจทก์จึงไม่ใช่ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนอันจะเป็นเหตุให้จำเลยเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ทั้งจำเลยจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 582 ด้วย.

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 582 ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน Section 46

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งห้าสำนวน ศาลแรงงานกลางรวมพิจารณาเข้าด้วยกัน

โจทก์ทั้งห้าสำนวนฟ้องว่าจำเลยจ้างโจทก์เป็นลูกจ้างประจำต่อมาจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่มีความผิดและไม่บอก กล่าวล่วงหน้า ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ทั้งห้าพร้อมด้วยดอกเบี้ยนับถัดจาก วันเลิกจ้างเป็นต้นไป

จำเลยทั้งห้าสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งห้าสำนวนไม่ใช่ลูกจ้างประจำของจำเลย แต่โจทก์รับจ้างเป็นลูกเรือของจำเลยโดยทำสัญญาจ้างมีข้อตกลงเกี่ยวกับระยะเวลาการจ้างที่แน่นอนมีกำหนดระยะเวลาการจ้างที่แน่นอนและตามแต่ระยะเวลาของเส้นทางเดินเรือ ในช่วงที่เรือของจำเลยไม่มีกำหนดเดินทางจำเลยก็ไม่ได้จ้างโจทก์ นอกจากนี้สัญญาจ้างยังได้กำหนดวิธีการที่โจทก์และจำเลยจะบอกเลิกสัญญาต่อกันไว้ด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าชดเชย และการเลิกจ้างเพราะครบกำหนดสัญญาจ้างจำเลยไม่ต้องรับผิดในเงินที่โจทก์เรียกร้องขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่าสัญญาจ้างโจทก์ทุกคนเป็นการจ้างที่ไม่มีกำหนดเวลาแน่นอน พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าพร้อมด้วยดอกเบี้ยแก่โจทก์

จำเลยทั้งห้าสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยข้อกฎหมายว่ามีปัญหาว่าจำเลยมีสิทธิเลิกจ้างโจทก์ทั้งห้าสำนวนโดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ เพราะตามสัญญาจ้างมีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนและจำเลยเลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลาการจ้างนั้นแล้วหรือไม่

พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าสัญญาจ้างซึ่งจะถือว่าเป็นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนนั้นหมายถึงการจ้างซึ่งกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้ว่าจะจ้างกันกี่วันกี่เดือน หรือกี่ปี เมื่อถึงกำหนดระยะเวลานั้นแล้วการจ้างเป็นอันระงับสิ้นสุดกันทันที และฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหามีสิทธิบอกเลิกสัญญาก่อนกำหนดนั้นได้ไม่ ตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๑๖๐๔/๒๕๒๘ แต่สัญญาจ้างทำงานเป็นลูกเรือในเรือเดินทะเลระหว่างจำเลยกับโจทก์ ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าการที่โจทก์ลงเรือแต่ละครั้งได้ทำสัญญาตกลงกำหนดระยะเวลา จ้างเป็นคราว ๆ โดยปกติกำหนดไว้คราวละ ๖ เดือน แต่เวลาทำงานบนเรือไม่แน่นอน ไม่เป็นไปตามกำหนดที่ระบุไว้เป็นคราว ๆ ในสัญญา บางครั้งทำงานเกินกำหนดไปหลายเดือน แต่บางครั้งก็ทำงานไม่ครบกำหนดตามสัญญานั้น แต่การจ่ายค่าจ้างตามวันที่ทำงาน

กำหนดระยะเวลาการจ้างเป็นคราว ๆ ไม่มีผลบังคับกันอย่างแท้จริงประการหนึ่ง ทั้งตามข้อเท็จจริงอันเกี่ยวกับพฤติการณ์ที่คู่ความถือปฏิบัติต่อกันและศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติว่า เมื่อครบกำหนดสัญญาแล้วครั้งหนึ่ง ๆ ลูกเรือหรือโจทก์แต่ละสำนวนมีโอกาสขึ้นจากเรือไปพักผ่อนกับครอบครัว ต่อมาอีก ๓ วัน ลูกเรือจะไปที่บริษัทจำเลยเพื่อดูว่าทางบริษัทจำเลยจะจัดให้ลงเรือเที่ยวต่อไปที่เรือลำใดหรือไม่ เมื่อลูกเรือขึ้นจากเรือแล้ว บริษัทจำเลยจะจ่ายเงินลีฟเพย์ หรือเงินลาพัก ๓ หรือ ๕ วัน ต่อระยะเวลาที่ทำงาน แต่ไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้ ระหว่างลูกเรือขึ้นบกแล้วลูกเรือยังต้องรอฟังคำสั่งจากบริษัทจำเลยผู้เป็นนายจ้างว่าจะสั่งให้ลงเรือลำใดต่อไปเมื่อลูกเรือทำงานครบ ๑ ปีแล้ว

ยังได้รับการพิจารณาขึ้นเงินเดือนอีกประกอบกับบริษัทจำเลยได้เก็บเอกสาร เช่น หนังสือเดินทางของลูกเรือจนกว่าจะเลิกจ้างหรือลาออก นอกจากนี้บริษัทจำเลยได้ให้ลูกเรือจัดหาหนังสือค้ำประกันของธนาคารมาประกันความเสียหายให้บริษัทจำเลยมีกำหนด ๑ ปี ซึ่งไม่ตรงกับกำหนดระยะเวลาในสัญญาลงเรือที่ทำไว้ และศาลแรงงานกลางได้วินิจฉัยว่าจากพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นเหตุผลสนับสนุนว่าความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งห้าสำนวนยังคงมีอยู่ติดต่อกันไม่ขาดตอนจนกว่าจะเลิกสัญญากันอีกประการหนึ่ง ดังนี้

ศาลฎีกาเห็นว่าแม้สัญญาจ้างระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งห้าสำนวนกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้เป็นคราว ๆ ดังกล่าวข้างต้น แต่ตามพฤติการณ์ที่คู่สัญญาปฏิบัติต่อกันตั้งแต่วันที่โจทก์เริ่มเข้าทำงานกับจำเลยจนถึงวันเลิกจ้างตามที่ศาลแรงงานกลางฟังเป็นยุติแล้วว่ากำหนดระยะเวลาการจ้างเป็นคราว ๆ ไม่มีผลบังคับกันอย่างแท้จริง ความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งห้าสำนวนหาได้สิ้นสุดลงเป็นคราว ๆ ตามสัญญาลงเรือที่ทำกันไม่หากแต่ยังมีความสัมพันธ์ติดต่อกันตั้งแต่วันเริ่มเข้าทำงานจนถึงวันเลิกจ้างอันเป็นการจ้างที่ไม่มีกำหนดเวลาแน่นอนเช่นนี้ กำหนดระยะเวลาการจ้างจึงไม่แน่นอน โจทก์ทั้งห้าสำนวนจึงมิใช่ลูกจ้างประจำที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนอันจะเป็นเหตุให้จำเลยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งห้าสำนวน ตามประกาศกระทรวงมหาดไทย

เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๖ วรรคสามเมื่อจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยที่โจทก์มิได้กระทำความผิดตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ ๔๗ จำเลยจึงต้องจ่ายค่าชดเชยแก่โจทก์ ทั้งจำเลยจะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๕๘๒ วรรคแรก เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าแก่โจทก์ ส่วนที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่โจทก์สำนวนที่ ๔ เป็นเงิน ๔๔,๒๘๕บาท ๘๕ สตางค์นั้น ปรากฏว่าตามสำนวนคดีนี้โจทก์ที่สี่ขอให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเพียง ๔๒,๗๑๑ บาท จึงเป็นการพิพากษาเกินคำขอโดยไม่ปรากฏเหตุสมควรเพื่อความเป็นธรรม ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕๒ สมควรแก้ไขเฉพาะสำนวนนี้เสียให้ถูกต้อง

Result

พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้แก่นายวีระพล ประจันบาน โจทก์สำนวนที่สี่เป็นเงิน ๔๒,๗๑๑ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๐ จนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลแรงงานกลาง.

Matter details

Panel of judges
สีนวล คงลาภ · จุนท์ จันทรวงศ์ · มาโนช เพียรสนอง
Lower court
ศาลแรงงานกลาง - นายอนันต์ โรจนเนืองนิตย์ศาลอุทธรณ์ -
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 7381/2543

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์แจ้งให้โจทก์ทราบว่านายจ้างเลิกจ้าง กับนำหนังสือแจ้งการเลิกจ้างเอกสารหมาย ล. 2 มาให้โจทก์ดู ซึ่งจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้มีคำสั่งเ…

Supreme Court Judgment No. 7330/2543

นายจ้างบอกเลิกจ้างลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคม 2541 และไม่ให้ลูกจ้างทำงานตั้งแต่วันดังกล่าว คงจ่ายแต่เฉพาะสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้ลูกจ้าง เงินดังกล่าวจึงไม่ใช่เงินที่นายจ้างจ่ายให้ลูกจ้างเป…

Supreme Court Judgment No. 842/2540

แม้นายจ้างหรือลูกจ้างมีสิทธิจะเลิกสัญญาจ้างได้ฝ่ายเดียว โดยอีกฝ่ายหนึ่งไม่จำต้องตกลงหรือยินยอมด้วยก็ตาม แต่การเลิกจ้างจะมีผลต่อเมื่อฝ่ายที่ใช้สิทธิเลิกจ้างได้แสดงเจตนาหรือบอกกล่าวให้อีกฝ่ายหนึ่งได้ทรา…

Supreme Court Judgment No. 5880/2540

จำเลยที่ 10 และที่ 11 มิได้เป็นนายจ้างของโจทก์มิได้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 10 และที่ 11 ให้รับผิดในส่วนนี้เกี่ยวกับการเลิกจ้าง ตาม พ.ร.ฎ.ยกเลิกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การเห…

Supreme Court Judgment No. 968/2539

ว. เป็นผู้รับโจทก์เข้าทำงานในบริษัทจำเลยเป็นผู้ทำสัญญาจ้างโจทก์แทนจำเลยซึ่งตามหนังสือจ้างงานดังกล่าวระบุว่าว. มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการฝ่ายธุรการบุคคลของบริษัทจำเลยและเมื่อมีกรณีที่โจทก์บกพร่องต่อหน้าที่…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up