Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2530 (ref. 104943)

พ.ศ. 2530 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

นับตั้งแต่วันที่ประกาศกระทรวงการคลัง ฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2519 เรื่อง กำหนดกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5 (7) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 และประกาศกระทรวงการคลังฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2519 เรื่องกำหนดเงื่อนไขในการอนุญาตให้ประกอบกิจการที่ต้องขออนุญาต ฯ ใช้บังคับ บริษัทที่ประกอบธุรกิจเงินทุนจะต้องยื่นคำขอรับอนุญาตภายใน 60 วัน และจะมีสาขาไม่ได้เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังถ้าบริษัทใดมีสาขาอยู่แล้วและประสงค์จะมีสาขานั้นต่อไปก็ให้ยื่นคำขอรับอนุญาตไปพร้อมกันด้วย บริษัทจำเลยที่ 2 เปิดสาขาหลังจากวันที่ประกาศดังกล่าวใช้บังคับแล้วโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงมีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 58 ข้อ 5 (7), 16 การที่โจทก์ร่วมและผู้มีชื่อเป็นผู้ช่วยผู้จัดการและผู้จัดการสาขาของบริษัทจำเลยที่ 2 หลงเชื่อในคำหลอกลวงของจำเลยจึงได้ร่วมกันเปิดกิจการสาขาของบริษัทจำเลยที่ 2 และชักชวนให้ประชาชนนำเงินมาฝากบริษัทจำเลยที่ 2 ยังถือไม่ได้ว่าโจทก์ร่วม ผู้มีชื่อ และประชาชนผู้นำเงินมาฝากมีส่วนร่วมกระทำความผิดและไม่ใช่ผู้เสียหาย จำเลยฎีกาว่า การที่ผู้เสียหายนำเงินมาฝากเพราะเชื่อถือในบริษัทจำเลยที่ 2 จึงหาใช่มูลกรณีอันจะเป็นความผิดทางอาญาไม่ และบริษัทจำเลยที่ 2 ประกอบธุรกิจด้วยความบริสุทธิ์ มิได้หลอกลวงประชาชนจึงไม่มีความผิดเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินคนละ 5 ปีฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยข้อนี้ไว้จึงไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 ข้อ 5 (7), 16 ย่อมสำเร็จเมื่อจำเลยเปิดสาขาประกอบธุรกิจเงินทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นคนละกรรมต่างหากจากความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน แม้โจทก์ไม่อุทธรณ์ฎีกาศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขเฉพาะการปรับบทเรียงกระทงให้ถูกต้องได้เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ เป็นกรรมการบริษัทจำเลยที่ ๒ จำเลยทั้งห้าได้ร่วมกันเปิดสาขาของบริษัทจำเลยที่ ๒ ประกอบธุรกิจเงินทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตและฉ้อโกงประชาชน ขอให้ลงโทษตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันที่ ๒๖ มกราคม ๒๕๑๕ ข้อ ๕ (๗). ๗, ๘, ๑๖ ประกาศกระทรวงการคลัง ลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๑๕ ข้อ ๕ เรื่องกำหนดเงื่อนไขในการขออนุญาตให้ประกอบกิจการที่ต้องขออนุญาตตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๔๑, ๓๔๓, ๘๓

จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งห้ามีความผิดตามฟ้อง ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๓ ซึ่งเป็นบทหนัก

จำเลยทั้งห้าอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งห้าฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ฎีกาว่า ในระหว่างที่บริษัทจำเลยที่ ๒ ยื่นคำขอรับอนุญาตจากกระทรวงการคลัง จำเลยที่ ๒ มีสิทธิเปิดสำนักงานสาขาได้นั้นตามประกาศกระทรวงการคลัง ข้อ ๕ ลงวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๑๕ เรื่อง กำหนดเงื่อนไขในการอนุญาตให้ประกอบกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ ๕ (๗) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ได้กำหนดไว้ว่า บริษัทเงินทุนอาจมีสาขาได้ แต่ต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรี ตามประกาศกระทรวงการคลัง ฉบับนี้ข้อ ๒๑ ได้กำหนดไว้ว่า บริษัทจำกัดจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่ได้ประกอบธุรกิจเงินทุนอยู่ในวันที่ประกาศกระทรวงการคลัง ลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๑๕ เรื่อง กำหนดกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ ๕ (๗)

แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ใช้บังคับ ถ้าประสงค์จะประกอบกิจการนั้นต่อไป ให้ยื่นคำขอรับอนุญาตภายในหกสิบวัน นับแต่รัฐมนตรีประกาศกำหนดกิจการที่ต้องขออนุญาต และในข้อ ๒๓ ได้กำหนดไว้อีกว่า บริษัทจำกัดที่ยื่นคำขอรับอนุญาตตามข้อ ๒๑ ที่มีสาขาซึ่งประกอบธุรกิจอยู่แล้วในวันที่ประกาศกระทรวงการคลัง ลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๑๕ เรื่อง กำหนดกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ ๕ (๗) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ใช้บังคับ ถ้าประสงค์จะมีสาขานั้นต่อไป ให้ยื่นคำขอรับอนุญาตพร้อมกับคำขอรับอนุญาตตามข้อ ๒๑ ตามประกาศกระทรวงการคลังข้อ ๕ ข้อ ๒๑ และข้อ ๒๔ ดังกล่าวแล้วนั้นย่อมหมายความว่า นับตั้งแต่วันที่ประกาศกระทรวงการคลัง (ฉบับแรก)

ลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๑๕ เรื่อง กำหนดกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ ๕ (๗) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ใช้บังคับบริษัทใดจะมีสาขาประกอบธุรกิจเงินทุนได้จะต้องได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หรือจะกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ นับตั้งแต่ประกาศกระทรวงการคลังฉบับแรกใช้บังคับนั้น บริษัทที่ประกอบธุรกิจเงินทุนจะมีสาขาไม่ได้ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถ้าบริษัทใดมีสาขาอยู่แล้วในขณะที่ประกาศกระทรวงการคลังฉบับดังกล่าว (ฉบับแรก) ใช้บังคับ ก็ให้ยื่นคำขอรับอนุญาตพร้อมกับคำขอรับอนุญาตในข้อ ๒๑ ประกาศกระทรวงการคลัง ลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๑๕ เรื่อง กำหนดกิจการที่ต้องขออนุญาต ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

เมื่อวันที่๒๒ กันยายน ๒๕๑๕ มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๑๕ เป็นต้นไป ปรากฏว่าบริษัทจำเลยที่ ๒ ได้เปิดสาขาในระหว่างวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๑๖ ถึงวันที่ ๒ มีนาคม ๒๕๑๗ ซึ่งเป็นเวลาภายหลังที่ประกาศกระทรวงการคลังดังกล่าวใช้บังคับแล้ว และเป็นการเปิดสาขาโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงมีความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๕๘ ข้อ ๕ (๗)และข้อ ๑๖ ประกาศกระทรวงการคลัง ข้อ ๕ ลงวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๑๕ เรื่อง กำหนดเงื่อนไขในการอนุญาตให้ประกอบกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ ๕ (๗) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ตามโจทก์ฟ้อง ที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ อ้างว่าบริษัทจำเลยที่ ๒ มีสิทธิเปิดสาขาได้นั้นฟังไม่ขึ้น ส่วนปัญหาที่ว่านายโกศัย

นายนิมิตร เรือเอกพีระยุทธ นางบุญสม โจทก์ร่วมและผู้ที่นำเงินมาฝากไม่ใช่ผู้เสียหายนั้น ปรากฏว่านางจำนงค์เป็นผู้ช่วยผู้จัดการสาขาลาดพร้าว นายนิมิตรเป็นผู้ช่วยผู้จัดการสาขาเสนา เรือเอกพีระยุทธเป็นผู้จัดการสาขาบ้านฉาง โดยมีนางบุญสมเป็นรองผู้จัดการ โจทก์ร่วมเป็นผู้ช่วยผู้จัดการสาขานนทบุรี การที่บุคคลเหล่านี้นำเงินมาฝากไว้กับบริษัทจำเลยที่ ๒ เพื่อเป็นประกัน ร่วมเปิดกิจการสาขาและชักชวนให้ประชาชนนำเงินมาฝากบริษัทจำเลยที่ ๒ ก็เนื่องจากหลงเชื่อในคำหลอกลวงของจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ ยังถือไม่ได้ว่าบุคคลเหล่านี้มีส่วนร่วมกระทำความผิดและไม่ใช่เป็นผู้เสียหายดังที่จำเลยที่ ๒ ถึงที่ ๕ ฎีกา ส่วนข้อที่ว่าผู้ที่นำเงินมาฝากไม่ใช่ผู้เสียหายด้วยนั้น

ก็ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน ส่วนฎีกาของจำเลยที่ ๑ ที่ว่า การที่ผู้เสียหายนำเงินมาฝากจำเลยที่ ๒ นั้นเนื่องมาจากความเชื่อถือในบริษัทจำเลยที่ ๒ จึงหาใช่เป็นมูลกรณีอันจะเป็นความผิดทางอาญาไม่ และบริษัทจำเลยที่ ๒ ได้ประกอบธุรกิจด้วยความบริสุทธิ์มิได้หลอกลวงประชาชน จึงไม่มีความผิด

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาปรับจำเลยที่ ๒ เป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๑ ที่ ๓ ที่ ๔ และที่ ๕ คนละ ๔ ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ฎีกาของจำเลยที่ ๑ เป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้ว ที่ศาลชั้นต้นรับฎีกาของจำเลยที่ ๑ ไว้นั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นกรรมเดียวและลงโทษบทหนักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ นั้นเห็นว่ายังไม่ถูกต้องเพราะความผิดตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ ๕๘ ข้อ ๕ (๗) และข้อ ๑๖ ย่อมสำเร็จเมื่อจำเลยทั้งห้าเปิดสาขาประกอบธุรกิจเงินทุนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นคนละกรรมต่างหากจากความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน แม้โจทก์ไม่อุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจแก้ไขเฉพาะการปรับบทเรียงกระทงให้ถูกต้องได้เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เรียงกระทงลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๑ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
เสวก จันทร์ผ่อง · สหัส สิงหวิริยะ · สุทิน นนทแก้ว
Lower court
ศาลอาญา - นายสมศักดิ์ จูสวัสดิ์
ศาลอุทธรณ์ - นายพิชิต พรหมพิทักษ์กุล
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2530 (ref. 26713)

นับตั้งแต่วันที่ประกาศกระทรวงการคลัง ฉบับลงวันที่ 19 กันยายน2519 เรื่อง กำหนดกิจการที่ต้องขออนุญาตตามข้อ 5(7) แห่งประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 และประกาศกระทรวงการคลังฉบับลงวันที่ 19 กันยายน 2519เรื่…

Supreme Court Judgment No. 4279/2539

บริษัทมีเจตนาเพียงจะเรียกเก็บเงินประกันการทำงานจากประชาชนผู้มาสมัครงาน โดยมีเจตนาแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตัวกรรมการของบริษัทเอง หรือเพื่อบริษัทอันเป็นการกระทำโดยทุจริตโดยประกา…

Supreme Court Judgment No. 2659/2567

โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยโดยทุจริตหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จผ่านทางโปรแกรมเฟซบุ๊กตามฟ้อง เสนอขายสินค้าซึ่งความจริงแล้วจำเลยไม่มีเจตนาขายสินค้าดังกล่…

Supreme Court Judgment No. 1270/2563

ในคดีอาญาที่จำเลยไม่ให้การหรือให้การปฏิเสธ กฎหมายมีมาตรการให้มีการตรวจพยานหลักฐานโดยให้โจทก์ส่งเอกสารและวัตถุที่โจทก์จะอ้างเป็นพยานให้อีกฝ่ายตรวจสอบตามที่คู่ความร้องขอหรือศาลเห็นสมควรก่อนสืบพยานโจทก์…

Supreme Court Judgment No. 1243/2563

การที่ผู้ตายที่ 2 เคยทำพินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมืองร่วมกับผู้ตายที่ 1 มาก่อน โดยมีข้อที่ 3 ระบุว่า พินัยกรรมฉบับนี้หากจะมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข หรือผู้ทำพินัยกรรมคนหนึ่งคนใดจะถอนพินัยกรรมฉบับนี้ หรือทำพิ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up