คำฟ้องและคำให้การ
ได้ความว่าจำเลยเป็นเสมียนประจำที่ว่าการอำเภอ นายอำเภอได้มอบหมายให้เป็นผู้ช่วยปลัดอำเภอทำการไต่สวนแลรับเงินค่าปรับจากผู้กระทำผิดพระราชบัญญัติต่าง ๆ เพื่อสงสารบบแล้วนำส่งสมุหบัญชี จำเลยได้รับเงินค่าปรับจากนายดีและพิลารายละ ๔ บาท แล้วแทงหมายเหตุลงไว้ในท้ายแบบ ป.๙ ว่าได้รับเงินแล้ว แต่จำเลยหาได้สงสารบบและนำส่งสมุหบัญชีไม่ได้ยักยอกเป็นอาณาประโยชน์เสีย โจทก์จึงขอให้ลงโทษตาม ม.๓๑๙-๗๑-๑๓๑ ศาลเดิมและศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลย ๒ กะทงตามมาตรา ๓๑๙ ข้อ ๓
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าข้อกฎหมายที่จำเลยเถียงว่าตนเป็นแต่เสมียนประจำอำเภอ ไม่มีหน้าที่ทำการไต่สวนและเรียกเงินค่าปรับจากผู้กระทำผิดพระราชบัญญัติต่าง ๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมการอำเภอโดยฉะเพาะนั้นฟังไม่ขึ้น เพราะกรมการอำเภอมีอำนาจที่จะมอบหมายให้จำเลยทำการในหน้าที่นั้นได้ และต้องถือว่าจำเลยกระทำในหน้าที่ตามกฎหมาย และข้อที่ว่าเจตนาหรือไม่เจตนานั้นเป็นปัญหาข้อเท็จจริง
จำเลยฎีกาไม่ได้
Result
จึงพิพากษายืนตามศาลเดิมว่าจำเลยมีความผิดตามมาตรา ๓๑๙ ข้อ ๓ โทษ ๒ กะทงให้จำคุก กะทงละ ๖ เดือน รวมเป็นกำหนด ๑ ปี