คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า บริษัทเงินทุนพานิช จำกัดได้ยืมเงินไปจากโจทก์โดยได้ออกตั๋วสัญญาใช้เงินให้โจทก์ทุกครั้งเพื่อเป็นการชำระหนี้ โดยมีจำเลยทั้งสี่ลงชื่อเป็นอาวัลได้ที่ด้านหน้าตั๋วสัญญาใช้เงิน ต่อมาบริษัทเงินทุนพานิชจำกัด ไม่ใช้เงินตามตั๋วสัญญาใช้เงิน โจทก์ได้มีหนังสือทวงถามบริษัทเงินทุนพานิช จำกัด และจำเลยทั้งสี่แล้วแต่เพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ชำระหนี้เงินจำนวน 1,286,593,749.94 บาทพร้อมทั้งดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ของต้นเงินจำนวน168,021,000 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 13.5 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 379,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสี่ให้การว่า จำเลยทั้งสี่เป็นผู้อาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องของโจทก์จริง แต่ตั๋วสัญญาใช้เงินดังกล่าวโจทก์นำมาฟ้องเมื่อขาดอายุความแล้ว
ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,286,593,94 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 12.5 ต่อปี ของต้นเงิน 168,021,000 บาท และอัตราร้อยละ13.5 ต่อปี ของต้นเงิน 379,000,000 บาท นับจากวันที่15 กันยายน 2536 ซึ่งเป็นวันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลย ทั้ง สี่ อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนจำเลย ทั้ง สี่ ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติว่าโจทก์เป็นผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 3 ฉบับมีบริษัทเงินทุนพานิช จำกัด เป็นผู้ออกตั๋วและจำเลยทั้งสี่เป็นผู้รับอาวัลลงวันที่ออกตั๋ววันที่ 19 ธันวาคม 2539 ถึงกำหนดใช้เงินเมื่อทวงถาม ปรากฏตามเอกสารหมาย
จ.40 จ41 และ 42โจทก์มีหนังสือลงวันที่ 7 กันยายน 2533 ไปยังบริษัทเงินทุนพานิชจำกัด และจำเลยทั้งสี่โดยกำหนดให้ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าวบริษัทเงินทุนพานิช จำกัด และจำเลยทั้งสี่ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2533 แต่ไม่ชำระหนี้โจทก์จึงฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2536พิเคราะห์แล้ว
ศาลฎีกาวินิจฉัย
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเพียงประเด็นเดียวว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่าอายุความตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาททั้งสามฉบับต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ออกตั๋วคือวันที่ 19 ธันวาคม 2529 หรือมิฉะนั้นก็ต้องนับแต่วันที่โจทก์ทวงถามมายังจำเลยทั้งสี่คือวันที่ 12 กันยายน 2533โจทก์มาฟ้องเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2536 เกิน 3 ปี คดีจึงขาดอายุความ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 169ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติว่า "อันอายุความนั้นท่านให้นับเริ่มแต่ขณะที่จะอาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป" ตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาททั้งสามฉบับได้กำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้ออกตั๋วสัญญาจะใช้เงินแก่โจทก์เมื่อทวงถาม
ดังนั้น วันถึงกำหนดใช้เงินของตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทหมายถึงวันที่โจทก์ทวงถามให้ใช้เงินตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 913(3)หาใช่หมายถึงกำหนดใช้เงินในวันออกตั๋วคือวันที่ 19 ธันวาคม 2529 ไม่ทั้งกรณีนี้ได้มีการทวงถามให้ผู้ออกตั๋วและจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นผู้รับอาวัลชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทแล้ว อายุความจึงไม่อาจเริ่มนับจากวันที่ออกตั๋ว ส่วนอายุความจะเริ่มนับแต่วันที่จำเลยทั้งสี่ได้รับหนังสือทวงถามจากโจทก์หรือไม่นั้นศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า ในหนังสือบอกกล่าวทวงถามของโจทก์ได้ให้เวลาจำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือดังกล่าวอันเป็นระยะเวลาพอสมควร ซึ่งหมายความว่าโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเรียกให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ก่อนถึงกำหนดเวลานั้นหาได้ไม่แต่จำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นลูกหนี้จะชำระหนี้ก่อนกำหนดนั้นได้หากพ้นกำหนดดังกล่าวแล้วไม่ชำระก็ถือว่าจำเลยทั้งสี่ผิดนัดโจทก์อาจบังคับให้จำเลยทั้งสี่ชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินพิพาทในฐานะผู้รับอาวัลได้
นับแต่วันครบกำหนดตามหนังสือทวงถามแล้วเป็นต้นไป วันครบกำหนด 7 วัน ตามหนังสือทวงถามคือวันที่19 กันยายน 2533 อายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1001 จึงเริ่มนับแต่วันที่ 20 กันยายน 2533 เป็นต้นไปหาใช้เริ่มนับแต่วันที่จำเลยทั้งสี่ได้รับหนังสือทวงถามไม่โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2536 ยังไม่ครบกำหนด 3 ปีคดีโจทก์จึงยังไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1001 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น"
Result
พิพากษายืน