คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากห้องแถวของโจทก์และเรียกค่าเสียหาย
จำเลยให้การปฏิเสธฟ้องและต่อสู้ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ชัดแจ้งว่าจำเลยเช่าจากโจทก์เมื่อใด มีกำหนดเท่าใด สิ้นอายุวันเดือนปีใด ยากแก่การต่อสู้
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจาห้องพิพาทและให้ใช้ค่าเสียหาย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า ห้องพิพาทเป็นของโจทก์ ก่อนนี้โจทก์มอบให้สำนักงานพระคลังข้างที่เป็นผู้จัดการให้เช่า จำเลยทำสัญญาเช่าห้องพิพาทจากสำนักงานพระคลังข้างที่ ครั้น พ.ศ. ๒๔๙๘ โจทก์ถอนคือการจัดการห้องพิพาทมาจัดการเอง จำเลยยังคงเช่าห้องพิพาทอยู่ต่อมา โดยมิได้ทำหนังสือสัญญาเช่ากันใหม่ ประกอบทั้งตัวจำเลยเองก็เบิกความรับว่า เมื่อประมาณหนึ่งปีเศษมานี้ คนของโจทก์มาเก็บค่าเช่าห้องพิพาทจากจำเลย จำเลยก็ให้ไปตลอดมา และก่อนฟ้องโจทก์ได้มีหนังสือบอกเลิกการเช่าไปยังจำเลยจริง ดังนี้ โจทก์ย่อมมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ เรื่องฟ้องเคลือบคลุม ฟ้องโจทก์ได้กล่าวว่า หนังสือสัญญาเช่าหมดอายุการเช่าแล้ว และโจทก์ก็ได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าไปยังจำเลย
ดังสำเนาท้ายคำฟ้อง สำเนาหนังสือสัญญาท้ายคำฟ้องมีข้อความว่า "ด้วยตามที่ท่านได้ทำสัญญากับสำนักพระคลังข้างที่ฉบับที่ ๒๕๖/๒๔๘๕ ลงวันที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๔๘๕ เช่าโรงแถวหมายเลข ๖๔/๘ ถนนสิบสามห้าง มีกำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ ๑ กรกฎาคา ๒๔๘๕ เป็นต้นไป ค่าเช่าเดือนละ ๑๐ บาท ซึ่งสัญญาเช่าได้สิ้นสุดลงแล้ว โรงแถวที่ท่านเช่านั้น เป็นของวัดบวรนิเวศวิหาร ฯ ได้รับมอบหมายจากสำนักงานพระคลังข้างที่พร้อมด้วยการเช่าตั้งแต่วันที่ ๕ ตุลาคม ๒๔๙๘ มาจัดการผลประโยชน์เอง ซึ่งท่านได้ทราบและประพฤติตามสัญญากับวัดบวรนิเวศวิหารฯ ตลอดมา ฯลฯ ดังนี้ จำเลยย่อมเข้าใจได้ดีโดยตลอด ไม่เป็นฟ้องเคลือบคลุม
Result
พิพากษายืน