Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1068/2563

พ.ศ. 2563 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า อาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นอาวุธปืนพกสั้น ไม่ทราบชนิดและขนาด จำนวน 1 กระบอก จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชัดเจนว่าอาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองดังกล่าว เป็นอาวุธปืนที่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้หรือไม่ กรณีต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ว่า อาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เป็นอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย อันเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้มาตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาการปรับบทกฎหมายดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานดังกล่าวจะยุติเพราะต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุดเนื่องจากโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพยายามฆ่า ศาลฎีกาจึงชอบที่จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นเพื่อแก้ไขโดยปรับบทลงโทษในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225

Provisions the court ruled on

ป.วิ.อ. Section 195 ป.วิ.อ. Section 225 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 Section 72

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 91, 288, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 วรรคหนึ่ง (ที่ถูก 8 ทวิ วรรคหนึ่ง), 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำเลยที่ 1 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง

หมู่บ้านหรือทางสาธารณะเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น จำคุก 10 ปี ฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับ 1,000 บาท คำให้การและคำเบิกความของจำเลยทั้งสองมีประโยชน์ในการพิจารณา ลดโทษให้คนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 7 ปี 24 เดือน จำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน และปรับ 750 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 (เดิม) ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 8 เดือน เมื่อรวมโทษอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 24 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 666.66 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 2 ไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังยุติได้ว่า ก่อนเกิดเหตุ นายโต๊ด ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริง เพื่อนรุ่นพี่ของนายชนะชัย ลวนลามนางสาววิภาวดี คนรักของนายชนะชัย ทำให้จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นเพื่อนในกลุ่มของนายชนะชัยเมื่อได้ทราบเรื่องเกิดความไม่พอใจ วันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 โทรศัพท์นัดพบกับนายกฤติพงษ์ เพื่อนในกลุ่มของนายโต๊ด เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นที่แฟลตดินแดงที่เกิดเหตุ เวลา 17 นาฬิกาเศษ นายกฤติพงษ์กับพวกรวม 7 คน พากันขับรถจักรยานยนต์มาถึงแฟลตดังกล่าว จอดรถไว้ริมทางเท้าฝั่งตรงข้ามกับแฟลตที่เกิดเหตุซึ่งอยู่ใกล้กับวินรถจักรยานยนต์ซึ่งมีนายไพฑูลย์ ผู้เสียหายที่ 1 นั่งรอผู้โดยสารอยู่

นายกฤติพงษ์ นายเต๋า ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุลจริงน้องชายนายโต๊ด กับนายทัตพงศ์ ผู้เสียหายที่ 2 น้องชายนายกฤติพงษ์ พากันเดินไปหาจำเลยที่ 2 ซึ่งยืนถืออาวุธมีดความยาวรวมด้ามประมาณ 1 ฟุต รออยู่บนทางเท้าหน้าแฟลตที่เกิดเหตุ จากนั้นจำเลยที่ 1 ออกมาจากใต้ถุนแฟลตหมายเลข 25 ใช้อาวุธปืนยิง 1 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณกึ่งกลางต้นขาด้านหน้าข้างขวาของผู้เสียหายที่ 2 เป็นแผลขนาด 0.8 เซนติเมตร และถูกข้อเท้าขวาของผู้เสียหายที่ 1 เป็นแผลถลอกลึกขนาด 1 เซนติเมตร สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน และทางสาธารณะโดยไม่เหตุสมควร คดีเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ลงโทษปรับจำเลยที่ 2 โดยศาลอุทธรณ์เพียงแก้ไขจำนวนค่าปรับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ถูกต้อง

ส่วนจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนโดยไม่มีใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สำหรับข้อที่จำเลยที่ 1 แก้ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายทั้งสองเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นความผิดนั้น เป็นการขอให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ซึ่งต้องกระทำโดยยื่นเป็นคำฟ้องฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ มิใช่ขอมาในคำแก้ฎีกา จึงไม่เป็นประเด็นที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยให้ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ และตามฎีกาของโจทก์ว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นการร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยไปพร้อมกัน

เห็นว่า ประจักษ์พยานโจทก์ทั้งสามปากเบิกความถึงพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ในขณะเกิดเหตุได้อย่างสอดคล้องกันว่า จำเลยที่ 2 ใช้มือข้างที่ถืออาวุธมีดความยาวประมาณ 1 ฟุต กวักเรียกพวกของนายกฤติพงษ์พร้อมร้องเรียกให้เข้ามาหา ถึงแม้จำเลยที่ 2 ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองส่วนตัวกับพวกนายกฤติพงษ์ดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกา แต่การกระทำของจำเลยที่ 2 ดังกล่าว เห็นได้ว่าเป็นการแสดงกิริยาอาการท้าทายกลุ่มของนายกฤติพงษ์อย่างโจ่งแจ้ง โดยข้อนี้ ผู้เสียหายที่ 1 พยานโจทก์ซึ่งถือได้ว่าเป็นพยานคนกลางไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใดเบิกความยืนยันว่า ก่อนผู้เสียหายที่ 1 จะได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด ผู้เสียหายที่ 1 เห็นทั้งจำเลยที่ 2 และกลุ่มของนายกฤติพงษ์ต่างกวักมือท้าทายเรียกอีกฝ่ายหนึ่งให้เข้ามาหาฝ่ายของตน จึงสนับสนุนให้เชื่อว่าการนัดพบกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับนายกฤติพงษ์อันเกี่ยวด้วยเรื่องที่นางสาววิภาวดีถูกลวนลามครั้งนี้

น่าจะมิใช่เป็นเพียงแค่การมาปรับความเข้าใจหรือเพื่อหาข้อยุติดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกาต่อสู้ หากเป็นเรื่องของการท้าทายและตกลงตัดสินปัญหาด้วยการใช้กำลังดังคำเบิกความของนายกฤติพงษ์และนายวิษณุมากกว่า ดังเห็นได้จากฝ่ายนายกฤติพงษ์ที่ชักชวนพรรคพวกมาด้วยกันถึง 7 คน โดยนายกฤติพงษ์มีอาวุธมีดพกสั้น ส่วนผู้เสียหายที่ 2 และนายเต๋ามีอาวุธมีดดาบยาวติดตัว ขณะเดียวกับจำเลยที่ 2 ก็พกอาวุธมีดดาบมาเช่นกัน และในทันทีที่พบกันแต่ละฝ่ายก็แสดงกิริยาอาการท้าทายด้วยการแสดงอาวุธให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นและกวักมือเรียกให้เข้ามาหาฝ่ายตน พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้แสดงอาการเกรงกลัวฝ่ายนายกฤติพงษ์ทั้งที่มีพรรคพวกและอาวุธมากกว่า แต่กลับกวักมือร้องเรียกร้องให้เข้ามาอันแสดงถึงการท้าทาย โดยเฉพาะในสถานที่นัดพบซึ่งไม่ปรากฏว่าเป็นสถานที่คุ้นเคยของจำเลยที่ 2 มาก่อนเช่นนี้

ส่อแสดงว่าจำเลยที่ 2 จะต้องตระเตรียมการและวางแผนในการวิวาทต่อสู้ครั้งนี้ไม่ว่าจะในเรื่องผู้ช่วยเหลือหรือแม้แต่อาวุธมาเป็นอย่างดี ทั้งนี้เพื่อมิให้ต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบแก่พวกนายกฤติพงษ์อย่างมิต้องสงสัย เหตุคดีนี้ กล้องวงจรปิดของกรุงเทพมหานครบันทึกภาพเหตุการณ์ขณะผู้เสียหายที่ 2 วิ่งหลบหนีหลังจากถูกยิงว่าเกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.10 นาฬิกา ขณะที่กล้องวงจรปิดบริเวณใต้ถุนแฟลตหมายเลข 25 บันทึกภาพจำเลยที่ 1 ไว้ได้ก่อนเกิดเหตุเมื่อเวลา 17.00 นาฬิกา แสดงว่าจำเลยที่ 1 มารออยู่ที่แฟลตหมายเลข 25 ก่อนหน้าที่พวกนายกฤติพงษ์จะพากันขับรถจักรยานยนต์มาถึงสักครู่หนึ่งแล้ว ทำให้ไม่เชื่อตามข้อฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 1 เพิ่งติดตามมาที่แฟลตเกิดเหตุในภายหลังโดยจำเลยที่ 2 ไม่ทราบเรื่อง แต่จากพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ซึ่งแสดงออกในขณะเกิดเหตุดังวินิจฉัยมา

เมื่อนำมารับฟังประกอบกับพยานหลักฐานจากกล้องวงจรปิดซึ่งพบว่าจำเลยที่ 1 มาอยู่ที่ใต้ถุนแฟลตหมายเลข 25 ก่อนแล้ว รูปคดีตามพยานหลักฐานโจทก์บ่งชี้ชัดว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันตระเตรียมอาวุธและวางแผนรับมือกับพวกนายกฤติพงษ์ จากนั้นมายังที่เกิดเหตุด้วยกัน เมื่อพบนายกฤติพงษ์ซึ่งมีพวกและอาวุธมากกว่า จำเลยที่ 2 จึงทำทีเป็นล่าถอย และให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีอาวุธร้ายแรงกว่าออกหน้ามาจัดการ ฉะนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 นั้น จึงต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปตามฎีกาของโจทก์ว่า

การร่วมกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองดังกล่าวถือเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสองแล้วหรือไม่ ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงเพียงนัดเดียว กระสุนปืนถูกต้นขาข้างขวาของผู้เสียหายที่ 2 ลูกกระสุนปืนฝังใน แพทย์มิได้ผ่าตัดเอาออก และยังปรากฏอีกว่ามีกระสุนปืนไปถูกข้อเท้าขวาของผู้เสียหายที่ 1 ซึ่งนั่งรอรับผู้โดยสารอยู่ที่วินรถจักรยานยนต์ซึ่งอยู่ห่างจากแฟลตที่เกิดเหตุออกไปด้วย บ่งชี้ว่าอาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 ใช้ยิง เป็นอาวุธปืนลูกซองซึ่งภายในกระสุนปืนนัดหนึ่งมีกระสุนลูกปรายหลายนัดบรรจุอยู่ เมื่อยิงแล้วกระสุนปืนจะระเบิดแตกออกขับดันกระสุนลูกปรายให้กระจายไปยังเป้าหมายซึ่งการควบคุมทิศทางจะกระทำได้ยาก ขณะยิงจำเลยที่ 1 อยู่ห่างจากนายกฤติพงษ์ซึ่งวิ่งนำหน้าประมาณ 2 ถึง 3 เมตร

ส่วนผู้เสียหายที่ 2 วิ่งตามหลังเยื้องไปทางขวา พฤติการณ์เช่นนี้ หากจำเลยที่ 1 ประสงค์ต่อชีวิตของฝ่ายตรงข้ามซึ่งกำลังวิ่งไล่จำเลยที่ 2 อยู่ จำเลยที่ 1 ย่อมใช้อาวุธปืนยิงนายกฤติพงษ์ซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดได้โดยง่าย การที่กระสุนปืนถูกต้นขาผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอยู่เยื้องไปทางซ้ายของจำเลยที่ 1 ทั้งที่ระหว่างจำเลยที่ 1 กับผู้เสียหายที่ 2 ไม่เคยรู้จักหรือมีสาเหตุส่วนตัวกัน ส่อให้เห็นเจตนาจำเลยที่ 1 ว่าตั้งใจเบนทิศทางปากกระบอกอาวุธปืนให้พ้นจากกลุ่มของนายกฤติพงษ์ที่กำลังวิ่งเข้าหาพร้อมกับกดปากกระบอกอาวุธปืนลงต่ำ มิฉะนั้น ด้วยอำนาจการกระจายตัวของกระสุนลูกปราย การยิงเข้าใส่บุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยหมายปองชีวิตในระยะที่ไม่ห่างกันมากเช่นนี้

กระสุนลูกปรายจะต้องถูกอวัยวะสำคัญของบุคคลนั้นและอาจพลาดไปถูกบุคคลอื่นที่อยู่ใกล้ ๆ กันได้ด้วย กรณีจึงหาใช่เป็นเรื่องซึ่งจำเลยที่ 1 ยิงพลาดดังที่โจทก์ฎีกาโต้แย้งไม่ แต่จากพฤติการณ์ซึ่งผู้เสียหายที่ 2 ถูกกระสุนลูกปรายเพียงนัดเดียวที่ต้นขา และกระสุนลูกปรายอีกลูกหนึ่งถูกข้อเท้าของผู้เสียหายที่ 1 เช่นนี้ กลับทำให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงโดยไม่มีเจตนาฆ่าบุคคลใดด้วยการหันปากกระบอกปืนไปในทิศทางที่เห็นว่าปลอดภัยแล้ว แต่เมื่ออาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 ใช้ เป็นอาวุธปืนลูกซองซึ่งเมื่อยิงแล้วจะมีกระสุนลูกปรายกระจายตัวออกได้หลายลูก จำเลยที่ 1 ย่อมเล็งเห็นได้ว่ากระสุนลูกปรายเหล่านี้อาจพลาดไปถูกบุคคลใด ๆ ในบริเวณใกล้เคียงได้รับบาดเจ็บได้

การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงฟังได้เพียงว่าเป็นการกระทำโดยมีเจตนาทำร้ายเท่านั้น เมื่อผู้เสียหายทั้งสองถูกกระสุนลูกปรายจากการยิงปืนของจำเลยที่ 1 ได้รับบาดเจ็บเป็นอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย หามีความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าไม่ ฎีกาของโจทก์จึงฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่ง ในความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7 นั้น โจทก์บรรยายฟ้องระบุว่า อาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นอาวุธปืนพกสั้น ไม่ทราบชนิดและขนาด จำนวน 1 กระบอก จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชัดเจนว่าอาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองดังกล่าว เป็นอาวุธปืนที่มีหมายเลขทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้หรือไม่ กรณีต้องฟังข้อเท็จจริงให้เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 ว่า อาวุธปืนซึ่งจำเลยที่ 1 มีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตนั้น เป็นอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมาย

อันเป็นความผิดฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสาม ที่ศาลชั้นต้นปรับบทลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้มาตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จึงไม่ถูกต้อง ปัญหาการปรับบทกฎหมายดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คดีในส่วนของจำเลยที่ 1 สำหรับความผิดฐานดังกล่าวจะยุติเพราะต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อคดียังไม่ถึงที่สุดเนื่องจากโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพยายามฆ่า ศาลฎีกาจึงชอบที่จะหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นเพื่อแก้ไขโดยปรับบทลงโทษในส่วนของจำเลยที่ 1 ให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบมาตรา 225

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
บุญทอง ปลื้มวรสวัสดิ์ · พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง · ทองธาร เหลืองเรืองรอง
Lower court
ศาลอาญา - นายวรพจน์ เวียงจันทร์
ศาลอุทธรณ์ - นางเรณี อิบราฮิม
Supreme Court black case no.
อ.2998/2562
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3059/2563

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและไม่มีเหตุสมควรและโดยไม่ได้รับใบอนุญาต อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และส…

Supreme Court Judgment No. 1857/2563

แม้คำฟ้องของโจทก์จะบรรยายว่า จำเลยมีกระสุนปืนเล็กกลขนาด .223 (5.56 มิลลิเมตร ) จำนวน 11 นัด และกระสุนปืนขนาด 7.62 มิลลิเมตร จำนวน 100 นัด ซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนตามกฎหมายแบบที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาต…

Supreme Court Judgment No. 477/2563

ขณะถูกจับกุม น. และ ร. ไม่มีหนังสือเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยถูกต้องตามกฎหมายเป็นหลักฐานเหมือนเช่น ส. และ จ. โดยมีเพียงสำเนาหนังสือรับรองการทำงานกับนายจ้างมาแสดงเท่านั้น หนังสือรับรองการทำงานกับนาย…

Supreme Court Judgment No. 474/2563

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า เครื่องกระสุนปืนเล็กกลของกลางเป็นเครื่องกระสุนปืนสามารถใช้ยิงทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ และเป็นเครื่องกระสุนปืนที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 11 (พ.…

Supreme Court Judgment No. 2159/2563

คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนพกออโตเมติก ขนาด 9 มิลลิเมตร ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับไว้ 1 กระบอก เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจไม่สามารถยึดอาวุธปืนดังกล่าวเป็นขอ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up